ชูวิทย์ ต่อสายตรง เปิดพยานคดีตู้ห่าว แฉถูกโน้มน้าวให้ถอนตัว เผยพิรุธทรัพย์สิน 8 พันล้าน แต่ตรวจสอบแล้วพบเหลือเพียงแค่ 1 แสน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 ม.ค.2566 ที่โรงแรมเดอะเดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองแถลงข่าวกับสื่อมวลชน หลังอัยการสั่งฟ้องคดีนายตู้ห่าว กรณีทุนจีนสีเทา โดยได้ต่อสายตรงพยานปากเอก ถูกโน้มน้าวให้ถอนตัวจากพยานในคดี และพบพยานอีก 1 ปาก ถูกข่มขู่จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อได้

นายชูวิทย์ ต่อสายถึงพยานบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 400 ปาก ของคดีตู้ห่าว ที่ถูกโน้มน้าวให้ถอนตัวจากการเป็นพยานในคดี โดยพยานรานดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนได้ไปให้การกับอัยการสูงสุดแล้ว รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ทราบว่าในส่วนของฝ่ายจำเลยรู้ได้อย่างไรว่าตนไปให้การในคดีดังกล่าว จึงได้พยายามโน้มน้าวให้ถอนตัวออกจากการเป็นพยาน แต่ไม่ได้มีการเสนอเป็นตัวเลข ซึ่งนายชูวิทย์เชื่อว่า การสืบพยานจะต้องใช้ระยะเวลา นานกว่า 2 ปี ในการสืบพยานกว่า 400 ปาก

ขณะนี้พบมีขบวนการที่จะทำลายพยานหลักฐาน ซึ่งคนที่ทำลายหลักฐานเชื่อว่าเป็นคนที่ได้รับการประกันตัวไปก่อน จึงเรียกร้องให้มีการถอนประกัน และต้องมีการเพิ่มข้อกล่าวหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งปกติการเพิ่มข้อหาจะต้องถูกถอนประกัน พร้อมยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าการตั้งข้อหาฟอกเงินล่าช้ากับตู้ห่าว จะทำให้มีโอกาสเคลื่อนย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เพราะที่ผ่านมาทรัพย์สินของตู้ห่าวพบประมาณ 8 พันล้านบาท กลับไม่มีเงินสดแม้แต่บาทเดียว มีเพียงเงินในบัญชี 1 แสนเท่านั้น

สำหรับพยานที่ถูกโน้มน้าวขณะนี้มี 2 คน คนแรกคือคนที่เห็นการถอนเงินออกจากบัญชี และคนที่ 2 เป็นพยานของโรงแรม ซึ่งตนไม่สามารถให้รายละเอียดมากกว่านี้ได้ เนื่องจากขณะนี้พยานทั้ง 2 คน อยู่ในการคุ้มครองของตำรวจ นอกจากนี้ยังพบพยานอีก 1 คน ถูกข่มขู่จนเกิดความกลัวและขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้ และยังตั้งข้อสังเกตว่าขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐคอยสนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง ทำให้คดีบิดเบี้ยวหรือล่าช้า

เนื่องจากแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลานาน ทำให้พยานหรือหลักฐานเสียหายหรือเปลี่ยนแปลง เพราะจำเลยเป็นผู้มีอิทธิพลและมีเงิน จึงทำให้มีโอกาสในการต่อสู้และโน้มน้าวพยาน โดยการโน้มน้าวพยานจะถูกเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน เพื่อไม่ให้ไปให้การต่อศาล หากไปให้การก็ให้การปฏิเสธว่าไม่รู้และไม่เห็น ส่วนพยานที่ให้การแล้วก็ขอให้การใหม่ หรือสุดท้ายให้พยานหายตัวไป ไม่ต้องไปให้การต่อศาล

ส่วนประเด็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมขบวนการตบทรัพย์ทุนจีนสีเทา ขณะเข้าตรวจค้นอดีตบ้านพักกงสุลใหญ่นาอูรู ประจำประเทศไทย ย่านสาทร ซึ่งตำรวจ 191 DSI ทหาร และล่าม รวม 16 คน นายชูวิทย์ให้ข้อมูลว่าต้นเรื่องนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ DSI ไม่ใช่ตำรวจ 191 เนื่องจาก DSI ยังไม่สามารถตั้งเลขคดีได้

เพราะการตั้งเลขคดีจะต้องผ่านคณะกรรมการและต้องให้อธิบดีรับรอง แต่กรณีนี้เจ้าหน้าเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงได้ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาลออกหมายจับและเข้าไปตรวจค้นร่วมกันและจากข้อมูลที่มีอยู่ส่วนตัวมองว่าอธิบดี DSI ไม่รู้เรื่องในประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์ และเชื่อว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มีชื่อย่อตัว “ท” ซึ่งอยู่ในระดับบริหารของ DSI ส่วนประเด็นที่เงินของกลางที่หายไป 9.5 ล้าน ประเด็นนี้ตนไม่รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน