มส.ไฟเขียวแก้กฎมหาเถรสมาคม พระเสพเมถุน ต้อง ปาราชิก ภายใน 10 วัน ไม่มีอุทธรณ์-ฏีกา อีกต่อไป หากผิดถึงขั้นปาราชิก คกก.มีอำนาจให้สละสมณเพศได้ทันที

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 18/2568 โดยมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นประธานการประชุม

ภายหลังเสร็จการประชุม นายชัชพล ไชยพร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการพระพุทธศาสนา รักษาราชการแทน ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และนายธงทอง จันทรางศุ ในฐานะที่ปรึกษามหาเถรสมาคม ร่วมแถลงข่าว

นายธงทอง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2568) เนื่องจากฉบับเดิมมีการประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2521 อีกทั้งขั้นตอนในการลงนิคหกรรม (การลงโทษตามพระธรรมวินัย) ยังใช้เวลานาน

ทั้งยังมีขั้นตอนพิจารณาชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา แต่ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้สามารถหาพยานหลักฐานได้ง่ายขึ้น เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอธิกรณ์ (เรื่องที่เกิดขึ้นอันสงฆ์ต้องจัดต้องทำ)

ดังนั้นในร่างกฎมหาเถรสมาคมว่า ด้วยการลงนิคหกรรม ฉบับที่ 2 จึงปรับแก้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว โดยอำนาจในการลงนิคหกรรมยังคงเป็นของคณะสงฆ์ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูล หลักฐาน

จากนั้นให้ พศ.ทำหน้าที่ในการนำเสนอคณะสงฆ์ และที่สำคัญหากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนในเรื่องความผิดวินัยต้องอาบัติปาราชิกในข้อการเสพเมถุน จะต้องดำเนินการให้ปาราชิกภายใน 10 วัน โดยที่ไม่มีขั้นตอนในการอุทธรณ์-ฏีกาอีกต่อไป

และหากพบว่าขั้นตอนในการอธิกรณ์ของพื้นที่ใดเกิดความล่าช้า ให้พศ.นำเสนอ มส.พิจารณา เพื่อให้คณะกรรมการกลางที่ มส.ตั้งขึ้น รับเรื่องมาพิจารณาแทน และจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันนับตั้งแต่ได้รับเรื่อง โดยหากพบว่าเป็นความผิดถึงขั้นปาราชิก คณะกรรมการกลางจะมีอำนาจในการให้สละสมณเพศได้ทันที

นายชัชพล กล่าวว่า สำหรับกฎมหาเถรสมาคมอีกฉบับหนึ่วที่ มส.มีมติเห็นชอบ คือ ร่างกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2568) ซึ่งฉบับเดิมมีการประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2538 โดยในฉบับใหม่จะมีการระบุว่า หากพระสงฆ์ที่ละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรืออาบัติรุนแรงแต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก เช่น ความผิดครุกาบัติ สังฆาทิเสส หากไม่สละสมณเพศจะทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ ให้สละสมณเพศได้

โดยให้ พศ.นำเรื่องเสนอต่อเจ้าคณะภาค ในกรณีที่เป็นพระภิกษุทั่วไป และหากเป็นพระสังฆาธิการให้เสนอเจ้าคณะใหญ่ เป็นผู้พิจารณา แต่ถ้าพระที่ถูกร้องเรียนเป็นเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ และพระราชาคณะ ให้เสนอ มส.พิจารณา

โดยหากมีหลักฐานชัดเจน แต่ไม่ยอมสละสมณเพศ ให้ พศ.แจ้งขออารักขาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในการดำเนินการให้สละสมณเพศต่อไป

นอกจากนี้ หาก พศ.เห็นว่าการอธิกรณ์เมื่อมีพระถูกร้องเรียน เกิดความล่าช้า ให้ดำเนินการเสนอเรื่องไปที่เจ้าคณะใหญ่แต่ละหนได้ทันที หลังจากนี้ จะนำร่างกฎมหาเถรสมาคมทั้ง 2 ฉบับ ทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อลงพระนาม ก่อนที่จะประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน