นักวิทย์จับตาโควิดกลายพันธุ์จากบราซิล ส่อหลบภูมิคุ้มกัน-พบติดเชื้อซ้ำอื้อ
นักวิทย์จับตาโควิดกลายพันธุ์จากบราซิล – วันที่ 28 ม.ค. เอ็นพีอาร์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอยู่ระหว่างการติดตามไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส 2 (SARS-CoV-2) ชนิดใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ในประเทศบราซิลและเริ่มลุกลามไปยังสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังพบความเป็นไปได้ว่า ไวรัสชนิดใหม่นี้อาจมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์เพิ่มขึ้น นำไปสู่การติดเชื้อซ้ำสอง
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ผู้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่ากำลังเร่งปรับปรุงวัคซีนเข็มที่สอง (บูสเตอร์) ให้มีความสามารถในการป้องกันเชื้อก่อโรคโควิด-19 ชนิดใหม่ที่กลายพันธุ์มาจากประเทศแอฟริกาใต้ได้ หลังการศึกษาล่าสุด พบว่า วัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพลดลงต่อไวรัสชนิดที่มาจากแอฟริกาใต้
สำหรับหนึ่งในชนิดใหม่ที่สร้างความกังวลให้นักวิทยาศาสตร์มากที่สุดขณะนี้ คือ พี.1 พบครั้งแรกที่เมืองมาเนาส์ มีประชากรราว 2 ล้านคน มากที่สุดในรัฐอาร์มาโซนัส ของประเทศบราซิล เมื่อเดือนธ.ค. 2563 และเริ่มพบการระบาดรอบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมเมื่อกลางเดือนม.ค. ที่ผ่านมา
ล่าสุด ทางการสหรัฐฯ ยังตรวจพบผู้ติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ชนิดนี้เป็นคนแรกในประเทศด้วยที่รัฐมินเนโซตา จากการสุ่มตรวจการติดเชื้อผ่านการเก็บตัวอย่างด้วยสว็อบโพรงจมูก โดยผู้ติดเชื้อคนนี้มีประวัติเดินทางมาจากบราซิล
นายเจเรมี ลูแบน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า “หากจะถามผมว่าตอนนี้มีอะไรที่น่ากังวลที่สุด ผมคิดว่าต้องเป็นการระบาดรอบใหม่อย่างรวดเร็วกะทันหันที่เมืองมาเนาส์ของบราซิลครับ”
กรณีที่เกิดขึ้นสร้างความสงสัยให้กับนักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากการระบาดรอบแรกที่เมืองมาเนาส์นั้นมีผู้ติดเชื้อสูงมาก คิดเป็นประชากรถึงร้อยละ 75 ของทั้งเมืองมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ซึ่งตามหลักแล้วน่าจะเป็นสถานที่แรกๆ ของโลก ที่เกิดภาวะ “ภูมิคุ้มกันหมู่” ได้
ความน่ากังวลของไวรัสซาร์ส 2 ชนิดพี.1 มาจากการที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเชื้อชนิดใหม่นี้ระบาดรอบใหม่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางได้อย่างไร หากอนุมานว่าภาวะภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นแล้ว อีกข้อเป็นการตรวจพบว่ามีรูปแบบการกลายพันธุ์ที่ค่อนข้างอันตรายในไวรัสชนิดนี้
รายงานระบุว่า ไวรัสซาร์ส 2 ชนิดที่กลายพันธุ์ในอังกฤษ จนทำให้มีความสามารถในการระบาดและความรุนแรงของโรคมากขึ้นนั้นใช้เวลา 3 เดือนในการระบาดไปทั่วประเทศ ขณะที่ชนิดพี.1 ในบราซิลนั้นระบาดทั่วเมืองมาเนาส์ในเวลาเพียงเดือนเดียว
ที่สำคัญกว่านั้นประชากรในเมืองมาเนาส์เคยติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 มาแล้วกันเกือบทั้งเมือง ถึงขั้นมีงานวิจัยออกมาว่าน่าจะมากจนถึงขั้นกลายเป็นภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้วตั้งแต่เดือนเม.ย. 2563 ทว่า ล่าสุด กลับเกิดการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรงได้ในเวลาเพียง 10 เดือนถัดมา
กรณีที่เกิดขึ้นนำไปสู่ชุดคำถาม เช่น เป็นไปได้หรือไม่ที่พี.1 มีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์เพิ่มขึ้นกว่าชนิดก่อนหน้าที่ประชากรในเมืองมาเนาส์เคยติดมา ส่งผลให้ติดเชื้อชนิดใหม่ได้ หรือพี.1 มีความสามารถในการระบาดมากขึ้นกว่าชนิดก่อนหน้า หรืออาจจะจริงทั้งสองอย่าง
นายบิล ฮาร์เนจ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ กล่าวว่า แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดไวรัสชนิดใหม่นี้ถึงได้ระบาดซ้ำสองได้ในประชากรที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ แต่คำอธิบายที่มีเหลืออยู่ให้ค้นหานั้นไม่มีคำอธิบายใดดีทั้งสิ้น
นางเพนนี มัวร์ นักไวรัสวิทยาจากสถาบันโรคระบาดแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยกวาซูลู-นาตัล ประเทศแอฟริกาใต้ อธิบายว่า สมมติฐานที่อันตรายจากกรณีการติดเชื้อซ้ำนั้นมีหลายประการ
ยกตัวอย่าง ยีนส์กลายพันธุ์ในพี.1 นั้นเป็นแบบเดียวกันกับชนิดจากแอฟริกาใต้ ส่งผลให้บริเวณแท่งโปรตีนของไวรัสนอกเยื่อหุ้มซึ่งเป็นจุดที่แอนติบอดี้จะเข้าไปจับเพื่อระบุเป้าหมายให้ภูมิคุ้มกันเข้าทำลายนั้นเปลี่ยนไป ทำให้แอนติบอดี้จับได้ยากขึ้น และภูมิคุ้มกันมองไม่เห็น เทียบได้กับการคลุมผ้าคลุมล่องหน
สมมติฐานนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วในห้องปฏิบัติการที่แอฟริกาใต้ โดยนักวิจัยนำเลือดของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ขนิดแอฟริกาใต้ 44 คน มาผสมลงในเซรุ่มที่เต็มไปด้วยแอนติบอดี เพื่อประเมินประสิทธิภาพของแอนติบอดี ผลคือ พบว่ามีประสิทธิภาพลดลงถึงครึงหนึ่ง ทว่า นักวิจัยยังไม่ได้ทดสอบว่าพี.1 จะออกมาเป็นแบบเดียวกันหรือไม่ แต่การศึกษารูปแบบการกลายพันธุ์นั้นบ่งชี้ว่าอาจมีแนวโน้มเช่นนั้น
นายราวี กุปตา นักไวรัสวิทยา กล่าวว่า ทั้งหมดที่พบนี้บ่งบอกถึงการแข่งขันกันระหว่างวัคซีนกับไวรัส เทียบได้กับแมวไล่จับหนู เพราะไวรัสก็พยายามกลายพันธุ์เพื่อให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ขณะที่มนุษย์ก็ต้องปรับปรุงวัคซีนให้เท่าทันไวรัสชนิดใหม่ๆ ตลอดเวลา
“ปรากฎการณ์แบบนี้พวกเราเคยกันอยู่แล้วครับ คือ โรคไข้หวัดใหญ่จากไวรัสอินฟลูเอนซา มนุษย์เราสามารถหาทางที่จะสร้างวัคซีนมาดักทางไวรัสชนิดนี้ล่วงหน้าได้ทุกปีๆ ผมคิดว่ากับโรคโควิด-19 คงจะไม่แตกต่างกัน”
“กระบวนการพวกนี้ต้องใช้เวลาทั้งนั้นครับ คงจะไม่มีหนทางแก้ไขแบบม้วนเดียวจบหรอก แบบทำอย่างนี้แล้วก็โอเคจบ เจ้าไวรัสโคโรนานี้คงจะก่อกวนชีวิตเราไปอีกนานครับ” กุปตา ระบุ