'อนุทิน' สั่งทำความเข้าใจ หลังโพล 59% ค้านเปิดประเทศ คร.ชี้เปิดผลดีมากกว่า เชื่อจบปลายปี 64

18 ต.ค. 2564 - 14:14 น.

‘อนุทิน’ สั่งกรมควบคุมโรค ทำความเข้าใจ หลังผลโพล 59% ค้านเปิดประเทศ อธิบดี คร. ชี้เปิดแล้วเกิดผลดีมากกว่า หากปิดล็อกดาวน์ไม่จบเสียที เชื่อจบปลายปี 64

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ชี้เปิดประเทศในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ ระบบรองรับไหว แนะทุกจังหวัดทำแผนควบคุมโรคอย่างละเอียด เชื่อมีประสบการณ์ควบคุมกันเองได้ ไม่ต้องรอส่วนกลางสั่ง ลุยฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเชื่อไม่ต้องล็อกดาวน์ทั้งหมด

วันที่ 18 ต.ค.64 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจประชาชนกว่า 59% เห็นว่ายังไม่ควรเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย. ว่า นโยบายการเปิดประเทศเป็นความร่วมมือหลายภาคส่วน ซึ่ง สธ.สนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยเรื่องสุขภาพ สำหรับการผ่อนคลายมาตรการที่มากขึ้น เรามีความพร้อม เตรียมวัคซีนโควิดครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้เกิดความปลอดภัย มาตรการเฝ้าระวัง คัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ

เช่น ต้องมีผลตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทาง ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดครบโดส มีใบรับรอง Fit-to-fly และเมื่อเดินทางถึงไทยต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำในคืนแรกจะต้องพักรอผลตรวจในพื้นที่ติดตามได้

ดังนั้น เรื่องระบบสาธารณสุขมีความพร้อมเตรียมรับสถานการณ์ได้ โดยกรมควบคุมโรคจะสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเกิดความมั่นใจและเข้าใจสถานการณ์

ถามว่าพบคลัสเตอร์ในจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว จะต้องดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า คลัสเตอร์หมายถึงควบคุมได้แล้ว โดยเราใช้ระบบดูแลผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการให้แยกกักที่บ้านหรือชุมชน ก็จะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ วันนี้ผู้เสียชีวิตก็ลดลงต่อเนื่อง ตัวเลขต่ำร้อยรายหลายวันแล้ว แนวโน้มดีขึ้นทุกวัน ส่วนการเปิดท่องเที่ยวนั้นก็จะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ครบ ทุกคนต้องระวังตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง เราช่วยกันในทุกฝ่าย

แจงเปิดประเทศ ได้ผลดีกว่า

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หากดูแนวโน้มแต่ละประเทศทั่วโลก หลังจากที่ไทยประกาศเปิดประเทศ หลายประเทศก็ประกาศตาม เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น เนื่องจากระยะหลังแม้ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่อัตราป่วยและอัตราเสียชีวิตลดลง โดยเฉพาะ กทม. ที่เห็นชัดมากที่เราเร่งฉีดวัคซีน บางวันเสียชีวิตไม่ถึงสิบราย เราพยายามลดให้ได้มากที่สุด


ส่วนจังหวัดอื่นจะเร่งฉีดให้ครบ เชื่อว่าการเปิดประเทศจะเกิดผลดีมากกว่า เพราะหากปิดล็อกดาวน์ก็ไม่จบเสียที เชื่อว่าจะจบได้หากปลายปี 2564 เราฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ได้อย่างน้อย 80% ส่วนเข็ม 2 ก็จะฉีดให้ได้อย่างน้อย 70% ตรงนี้ก็จะให้เกิดความมั่นใจว่า หากติดเชื้อก็จะอาการไม่รุนแรง ไม่เสียชีวิต เปิดประเทศด้วยความมั่นใจ ขอให้ทุกคนเข้ามารับวัคซีน

“เปิดประเทศแล้วแปลว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่จะอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ ช่วงหลังจะเป็นคลัสเตอร์เล็ก เพราะเราเน้นตรวจจับคลัสเตอร์เล็ก จะเหมือนตอนก่อน เม.ย.64 ที่เราพบคลัสเตอร์แล้วตามไทม์ไลน์ละเอียด ภาพรวมเจอคลัสเตอร์เล็กดี เพราะเราจะเข้าไปคุมไม่ให้เกิดคลัสเตอร์ใหญ่” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้ให้จังหวัดทำแผนปฏิบัติการอย่างละเอียด จังหวัดที่ระบาดไม่มาก เน้นเฝ้าระวังให้ความรู้ประชาชนป้องกันตัวเองสูงสุด ฉีดวัคซีน ส่วนจังหวัดระบาดมาก เน้นควบคุมมาตรการสังคม ปิดกิจการต่างๆ เช่น 4 จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่จังหวัดกลางๆ จะปรับตามสถานการณ์ หากมีโรงงานเยอะก็จะเน้น Bubble and seal

ตอนนี้เรามีเครื่องมือ มาตรการสาธารณสุข มาตรการส่วนบุคคล สังคม และองค์กร เพียงแต่ละจังหวัดต้องดูสถานการณ์ของตัวเองให้ละเอียดขึ้น จากเดิมที่เราเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง เชื่อว่าทุกจังหวัดมีประสบการณ์แล้ว สามารถควบคุมในจังหวัดของตัวเองได้ ก็จะเน้นในส่วนนั้น อย่างที่ปลัด สธ. ตั้ง 10 จังหวัด Watch list ก็จะต้องมาเสนอว่า ดำเนินการอย่างไร เหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่

ส่วนจังหวัดพื้นที่สีฟ้า 17 จังหวัดที่ต้องเตรียมความพร้อม ถือว่ามีความเข้มแข็ง ต้องการวัคซีน 7 แสนโดสก็ส่งลงพื้นที่ไปแล้ว ต้องรีบฉีดในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อดำเนินการตามนโยบายนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. ได้ ส่วนอัตราป่วยและเสียชีวิตใน 17 จังหวัดก็ไม่สูง เพราะประชาชนตื่นตัวในการเปิดประเทศ ความร่วมมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เรายังห่วงอยู่ เช่น การรวมตัวทำกิจกรรมเสี่ยง ดื่มแอลกอฮอล์ หากพบร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าตำรวจเพื่อจับกุม เพราะผิดทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และหากเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดจะมีโทษหนักด้วย

เมื่อถามว่าหากนักท่องเที่ยวเข้ามาวันที่ 1 พ.ย. จะต้องเป็นการท่องเที่ยวปลอดแอลกอฮอล์ นพ.โอภาส กล่าวว่า จะต้องมีมาตรการดูแลสถานที่เสี่ยงสูง เช่น สถานบันเทิง ทางกรมอนามัยก็จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าหากประชาชนฉีดวัคซีนกันจำนวนมากในปลายปีนี้แล้ว ก็จะไม่ป่วยหนัก เราก็จะไม่ต้องล็อกดาวน์ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือการลดกิจกรรมลง ลดการเดินทาง ดังนั้น หากพบปัญหา เราก็จะดูในเรื่องการเปิดกิจการแต่ให้เดินทางน้อยลง ก็น่าจะเหมาะสมมากกว่า

เมื่อถามถึงว่าหากเปิดประเทศ เปิดกิจการแล้ว เราต้องดูส่วนใดเป็นสำคัญ นพ.โอภาส กล่าวว่า เราต้องดูหลายอย่าง แต่สิ่งที่ห่วงสุดคือ ระบบสาธารณสุขว่าจะรองรับไหวหรือไม่ เช่น ไอซียูเต็ม หรือแพทย์รักษาไม่ไหว เป็นสิ่งที่เราห่วงที่สุด แต่ขณะนี้เรารู้วิธีแล้วว่าหากพบผู้ป่วยมาก เราจะทำไอซียูสนามอย่างไร รวมถึงอัตราเสียชีวิตลดลง และเราฉีดวัคซีนปูพรมครบ อัตราป่วยหนักก็ลดลงด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












seagame

ภาพที่



อัลบั้มภาพ 'อนุทิน' สั่งทำความเข้าใจ หลังโพล 59% ค้านเปิดประเทศ คร.ชี้เปิดผลดีมากกว่า เชื่อจบปลายปี 64
ข่าวที่เกี่ยวข้อง