สธ.เผย Test&Go ติดเยอะขึ้น ย้ำโรงแรมรอผลตรวจก่อนค่อยปล่อยเที่ยว หวั่นเสียทั้งระบบ สั่ง กทม.แจงเคส ‘โอไมครอน’ รายแรก
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2564 นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า ภาพรวมทั่วโลกรายงานผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนแล้ว 69 ประเทศ ส่วนประเทศไทยยังพบเฉพาะผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ส่วน 20 ประเทศพบติดเชื้อโอไมครอนโดยไม่มีอุบัติการณ์การเดินทางไปต่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังต่อไป โดยพบข้อมูลที่เข้าระบบเฝ้าระวังโอไมครอน 11 ราย ผลตรวจยืนยันแล้ว 8 ราย ส่วนใหญ่มาจากระบบ Test&Go ที่เหลือเป็นแซนด์บ็อกซ์และกักตัว ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.
สำหรับการติดเชื้อของประเทศไทยรายงาน 3,398 ราย ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ ส่วนติดเชื้อนำเข้าจากต่างประเทศพบ 20 ราย มีผู้เสียชีวิต 23 ราย การเฝ้าระวังดำเนินการเข้าออกระหว่างประเทศ ข้อมูลตรวจคัดกรองช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. ตรวจ 133,061 ราย พบติดเชื้อ 171 ราย คิดเป็น 0.13% และผลตรวจวันที่ 1-12 ธ.ค. 87,383 ราย ติดเชื้อ 152 ราย คิดเป็น 0.17%
นพ.วิชาญ กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจ ATK ในประเทศ ตรวจ 30,825 ราย พบ 455 ราย สถานการณ์ประเทศยังไม่มีคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ ยังตรวจจับการระบาดดำเนินการตามมาตรการอย่างดี การคาดการณ์สถานการณ์ติดเชื้อรายใหม่ยังต่ำกว่าที่พยากรณ์ไว้ มาตรการเปิดประเทศจึงยังไม่ส่งผลให้เกิดการระบาดใหญ่อย่างที่หลายคนกังวล เช่นเดียวกับสถานการณ์ผู้เสียชีวิตที่ยังต่ำกว่าที่คาดไว้
“ภาพรวมประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อยืนยัน ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต ลดลงกว่าที่คาดการณ์ การระบาดเป็นขนาดเล็ก พบสัดส่วนผู้ติดเชื้อเดินทางเข้าประเทศรูปแบบ Test&Go เพิ่มมากขึ้น และเริ่มตรวจพบการติดเชื้อหลัง Day 0 ทำให้พื้นที่ต้องสัมผัสผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงจำนวนมาก จึงเสนอให้ผู้ประกอบการโรงแรมต้องลงทะเบียนแจ้งเตือนให้ผู้เดินทางลงระบบติดตามหมอชนะทุกราย เพราะหากติดเชื้อจะได้แจ้งทีมสอบสวนโรค ค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยสูง ให้ รพ.คู่ปฏิบัติการรีบส่งตัวอย่างตรวจหาสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังต้องเน้นมาตรการ VUCA คือ ฉีดวัคซีน ป้องกันตนเองตลอดเวลา COVID Free Setting และตรวจ ATK ยิ่งประชาชนทั่วไปยิ่งต้องเข้มมาตรการป้องกันส่วนบุคคล” นพ.วิชาญกล่าว
เมื่อถามว่า กทม.และปริมณฑลการติดเชื้อเป็นขาลงแล้วหรือไม่ จะเปลี่ยนเป็นประจำถิ่นได้หรือไม่ นพ.วิชาญ กล่าวว่า ข้อมูลที่รับรายงานมาและตรวจการ ATK สถานการณ์ลดลง เป็นสัญญาณที่ดี ถือเป็นขาลงของบ้านเรา ถ้าเทียบกับเส้นพยากรณ์ก็ต่ำกว่าที่คาดไว้ เป็นนิมิตรหมายที่ดี แต่จะกลับเข้าสู่เชื้อประจำถิ่นหรือไม่ นักวิชาการยังพูดคุยหารือว่า Cutpoin หรือเกณฑ์ที่เราจะตัดว่าระดับไหนเป็นโรคประจำถิ่นยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยเฉพาะการพบอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ควรยอมรับในระดับใด จึงยังอยู่ระหว่างการหารือของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกำลังประเมินทั้งเรื่องศักยภาพการรับมือ การดูแลรักษา และหลายปัจจัยรวมกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะขีดเส้นที่ระดับเท่าไร แต่เรามีเส้นที่บอกว่าควบคุมโรคได้ ซึ่งโรคประจำถิ่นก็ควรจะต่ำกว่าเส้นระดับควบคุมโรคได้
“อย่าง กทม.เส้นที่บอกว่าเราควบคุมได้ คือ อัตราการติดเชื้อไม่เกิน 5-10 ต่อแสนประชากรในค่าเฉลี่ย 7 วัน ระบบสาธารณสุขรองรับได้ เตียงไม่ล้น ซึ่งเป็นเป้าในการเปิดประเทศด้วย เพราะมีการดูทั้งอัตราติดเชื้อใหม่ การครองเตียง ความครอบคลุมของวัคซีน ซึ่ง กทม.อยู่ที่ประมาณ 9 ต่อแสนประชากร ส่วนเส้นในระดับประเทศก็ใกล้เคียงกัน แต่ต้องดูบริบทของแต่ละพื้นที่ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรต่างกัน แต่ถ้าการดูเป็นโรคประจำถิ่นเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งควรจะต้องต่ำลงมามากกว่านี้” นพ.วิชาญ กล่าว
เมื่อถามว่าต้องรอให้สายพันธุ์นิ่งด้วยหรือไม่ ถึงจะกำหนดได้ นพ.วิชาญ กล่าวว่า สายพันธุ์ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เราก็ดูเหมือนไข้วหวัดใหญ่ ถ้ามีสายพันธุ์ใหม่ก็จะระบาดขึ้นมาเป็นระลอก นอกจากนี้ ยังต้องดูข้อมูลจากหลายๆ ประเทศด้วยในการกำหนดโรคประจำถิ่นว่าเขาอ้างอิงอย่างไร ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็มีการหารือกันอยู่ แต่ยังไม่มีการฟันธง
ถามว่าช่วงปีใหม่ที่จะเปิดให้ดื่มสุราอาจจะทำให้กลับมาระบาดมากขึ้น นพ.วิชาญกล่าวว่า วัคซีนจะช่วยเยอะ แม้ไม่ช่วยเรื่องป้องกันการติดมาก แต่ช่วยลดการระบาด จะเห็นว่าการติดต่อจะไม่ค่อยมี ส่วนสายพันธุ์เรากังวลโอมิครอนเข้ามา สิ่งที่อยากให้ให้ทำมากที่สุด คือ ที่เข้ามาระบบ Test&Go ต้อง Test จริงๆ รู้ผลแล้วค่อยปล่อย Go จึงสร้างความมั่นใจได้ ถ้าไม่ทำตามมาตรการ ไม่รู้ผลแล้วปล่อยไปก็อาจเกิดติดเชื้อได้
เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการปล่อยก่อนผลออกไป นพ.วิชาญ กล่าวว่า อย่างเคสชายอเมริกันรายแรกที่พบโอไมครอน รายนั้นแพทย์เข้าใจผิดว่า ที่ค่า CT สูง คิดว่าเป็นการติดเชื้อเก่าจึงปล่อยไป ซึ่งจริงๆ ผิดแนวทาง เมื่อตรวจเจอต้องเอาเข้า รพ. ซึ่งต่างจากมาตรการกักตัวสมัยก่อน ที่ว่าถ้าติดเชื้อเก่าให้อยู่โรงแรมไม่ต้องมา รพ. แต่นี่คือ Test&Go ถ้าตรวจเจอ แม้จะเป็นซากก็ต้องแยกเข้า รพ. และตรวจสายพันธุ์ จึงเป็นเหตุให้มีการตรวจผู้สัมผัส ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำชับโรงแรมทั้งหมดแล้ว และให้ กทม.ทำหนังสื่อชี้แจงกรณีนี้ เพราะเรามีแนวทางชัดเจนว่าเทสต์ก่อนแล้วค่อยโก มิเช่นนั้นจะเสียทั้งระบบ ทั้งนี้ การไม่ทำตามแนวทางอาจผิดเรื่้องการรายงาน สามารถเปรียบเทียบปรับได้ แต่ขอฟังชี้แจงก่อน
เมื่อถามถึงกรณีระบบ Test&Go ที่ตรวจพบเชื้อครั้งที่ 2 หรือหลังผ่านการตรวจเมื่อ Day 0 ไปแล้ว นพ.วิชาญ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ เพราะเหมือนการอยู่ที่กักตัว ก็มาตรวจเจอครั้งที่ 2 ได้ในวันที่ 5-7 ซึ่ง Test&Go ก็หลักการเดียวกัน เราตรวจครั้งแรกโดย RT-PCR ไม่พบเชื้อแล้วไปต่อ แต่ตรวจครั้งที่ 2 คือ ตรวจ ATK ด้วยตนเอง ข้อดีคือเขาทำตามแนวทางเราตรวจ ATK แล้วรายงานมา ซึ่งตอนนี้เจอ 1 ราย ที่ไปตรวจรอบที่ 2 แล้วพบ
“ที่อยากเน้นย้ำคือกรณีของ Test&Go หากตรวจเจอต้องไปสอบดูว่าไปสัมผัสใครบ้างคนสัมผัสเสี่ยงสูง จะเข้าสู่การสอบสวนโรคเลย ถ้าไม่ลงหมอชนะ ไม่ลงทะเบียนจะตามได้ช้า จึงต้องกำชับโรงแรม SHA+ ต่างๆ ต้องลงทะเบียนแจ้ง ถ้าพบการติดเชื้อต้องแจ้งทีมสาธารณสุข เพื่อจะได้ตามได้ทัน” นพ.วิชาญ กล่าว