เอกชนเสียงแข็ง จี้รัฐต้องมีแผนสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ก่อนยุบสภา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอน มีสัญญาณของการยุบสภารวดเร็วมากกว่าเดิม ขั้นตอนก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น เอกชนอยากให้ภาครัฐสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน ธุรกิจ และประชาชนก่อน บริหารจัดการในด้านเศรษฐกิจเตรียมพร้อมรอไว้ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ถือเป็นช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แต่ยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร ส่วนการส่งออกแม้มีการเติบโตได้ดี แต่เป็นเพียงภาพลวงตา เพราะมีการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและอาเซียนในปริมาณสูง ทำให้มูลค่าที่แท้จริงต่อการส่งออก รวมถึงเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีมากขนาดนั้น รัฐบาลจึงต้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน สนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอีทั้งในระยะกลางและระยะยาว

ช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี 2568 นี้ มีแรงบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องและสามารถใช้ได้หลายช่องทาง ทั้งซื้อหน้าร้าน รวมถึงสั่งแบบฟู้ดเดลิเวอรี ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้ถึงระดับร้านค้าและแผงลอยขนาดเล็กต่างๆ ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีไทยในไตรมาสสุดท้ายเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1-0.2% และสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังคงคาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8% – 2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย เพราะเป็นช่วงที่ต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวสูงสุด แต่ไทยกำลังเสียเปรียบเทียบคู่แข่งในหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยหลักอย่างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ค่าเงินบาทที่แข็งต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้ความคึกคักอาจไม่ได้มากเท่าเดิม อีกทั้งคู่แข่งแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่มีปัจจัยดึงดูอย่างเงินเยนอ่อนค่า ทำให้ค่าครองชีพนักท่องเที่ยวถูกลง และภาพลักษณ์เรื่องความสะอาด ความปลอดภัยที่เด่นชัด

รวมถึงรัฐบาลมีนโยบายและกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงรุก จึงเห็นนักท่องเที่ยวจีนไหลไปญี่ปุ่นมากขึ้น สอดคล้องกับเวียดนามที่ดึงนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้ามกับไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและข่าวเชิงลบ ส่งผลให้ตลาดจีนชะลอตัว แม้มีอินเดีย รัสเซีย และยุโรปเข้ามาชดเชย แต่ปริมาณยังสู้จีนไม่ได้ ภาพรวมจึงยังติดลบทั้งรายได้และจำนวน

“ยังคาดหวังว่าจะเห็นตลาดหลักอย่างจีนกลับมาเติบโตได้ดีขึ้น หลังจากชะลอตัวติดลบต่อเนื่องทั้งปี เมื่อมีการพบปะระหว่างผู้นำไทย-จีนในงาน APEC จากกระแสข่าวที่ว่าผู้นำจีนรับปากจะสนับสนุนให้คนจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะหากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยเพียง 50% ของจำนวนที่หายไปเทียบกับปีก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ที่มีเข้ามาเที่ยวไทยเกือบ 11 ล้านคน แต่ขณะนี้มีเข้ามาเที่ยวไทยสะสมเพียง 3.7 ล้านคนเท่านั้น โดยหากกลับมาเพียง 50% ของจำนวนดังกล่าว ก็ถือเป็นรายได้ของท่องเที่ยวที่จะมีเพิ่มขึ้นแบบมหาศาลแล้ว” นายเกรียงไกรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน