YouTrip ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในออสเตรเลีย ถือเป็นประเทศที่ 3 โดยเป็นการขยายฐานสู่ตลาดกำลังซื้อสูง และถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “Accelerated Growth” เร่งการเติบโต ขณะที่ปีหน้าขยายต่ออีก 2 ประเทศ ก่อนพิจารณาเดินหน้าขาย IPO ในตลาดหุ้นต่างประเทศ
วันที่ 2 ธ.ค. 22568 นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตรองรับหลายสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีฐานในสิงคโปร์และให้บริการในประเทศไทย เปิดเผยว่า YouTrip ได้เดินหน้าขยายการดำเนินธุรกิจสู่ปรเะเทศที่ 3 คือ ออสเตรเลีย นับเป็นการขยายสู่ประเทศใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงเกิดการระบาดของโควิด
และเป็นอีกก้าวสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Accelerated Growth” หรือการเติบโตแบบเร่งด่วน หลังจากที่บริษัทได้ระดมทุนมาแล้ว 110 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,500 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านการชำระเงินและการขยายตลาดใหม่
หลังจาก YouTrip ได้เริ่มต้นดำเนินงานให้บริการในประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นตลาดที่มี GDP per Capita หรือรายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น Springboard ที่ดีสำหรับสตาร์ทอัพระดับภูมิภาคและระดับโลก ขณะที่ได้ให้บริการในประเทศไทย ในปี 2562 ซึ่งไทยเสมือนเป็นเครื่องยนต์สำคัญ (Growth Engine) และได้พิสูจน์โมเดลธุรกิจในตลาดประเทศกำลังพัฒนา ซี่งมี GDP per Capita ประมาณ 21,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ทำให้ปัจจุบัน YouTrip เป็นอันดับ 1 ในใจนักเดินทางไทย แม้เศรษฐกิจไทยชละลอตัว แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเป็นสิ่งที่ที่ขาดไม่ได้ ทำให้ยอดการแลกเงินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลา และยอดธุรกรรมการแลกเงินตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ยังสูงกว่าปีที่แล้วทั้งปีแล้ว
ขณะที่ศักยภาพของตลาดออสเตรเลีย ซั่งมีการใช้จ่ายในการเดินทางหรือใช้จ่ายระหว่างประเทศสูงถึง 50,000 ล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่ายอดธุรกรรมปัจจุบันของสิงคโปร์และไทยรวมกัน อีกทั้งออสเตรเลียมี GDP per Capita ประมาณ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับกลางระหว่างไทยและสิงคโปร์ และเป็นตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูงกว่าไทย
อีกทั้งมีช่องว่างทางการตลาดที่ชัดเจน เนื่องจากค่าธรรมเนียมการเปลี่บนเงินตราต่างประเทศ หรือ FX (Foreign Exchange) ในออสเตรเลียยังคงแพงกว่าในไทย โดยค่าธรรมเนียม FX ของบัตรเครดิตในออสเตรเลียอยู่ที่ 3% (ไม่รวมอัตราแลกเปลี่ยนที่บวกเพิ่ม) เทียบกับ 2.5% ในไทย ทำให้ YouTrip มั่นใจว่าสามารถช่วยผู้ใช้ในออสเตรเลียให้ประหยัดเงินได้ถึง 4% เมื่อเทียบกับการใช้บัตรเครดิต
ขณะเดียวกันการเลือกเปิดตัวก่อนเทศกาลคริสต์มาสทำให้ YouTrip เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์นักเดินทางด้วยแนวคิด “mates rates , no fees” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแลกเงิน 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นกว่า 40 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนในรูปแบบของสกุลเงินต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มอีก 4,105 เยน
อย่างไร็ดีดีบริษัทมองเป้าหมายในเบื้องต้นที่ออสเตรเลียไว้ประมาณที่ 10% ของปริมาณใช้จ่ายรวม (ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท) ดังนั้นการเลือกออสเตรเลียเป็นประเทศที่ 3 ในการขยายธุรกิจ เนื่องจากเป็นตลาดที่ตอบโจทย์เชิงกลยุทธ์ในการเพิ่มขนาด (Scale Up) ของธุรกิจโดยรวมอย่างรวดเร็ว และทำให้บริษัทมีอำนาจการต่อรองกับผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศต่างๆ ได้
ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของชาวออสเตรเลีย ซึ่งมีวัฒนธรรม Work-Life Balance ที่ชัดเจน ทำให้มีการเดินทางต่อทริปยาวนานกว่า หรือเฉลี่ยที่ 15 วัน เมื่อเทียบกับไทยและสิงคโปร์ซึ่งเฉลี่ยที่ 6-7 วัน อีกทั้งคนออสเตรเลียมีจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศปีละ 12 ล้านทริป เมื่อเทียบกับประชากรรวม 28 ล้านคน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง

“ปัจจุบัน YouTrip มีผู้ใช้งานรวมกันใน 2 ประเทศ สิงคโปร์และไทย รวมกันแล้วหลายล้านคน โดยมียอดธุรกรรมต่อปี รวมกันอยู่ที่ประมาณ 483,000 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมองว่า 2 ประเทศแรกของการเปิดตลาดถือเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่ประเทศที่ 3 ได้ ซึ่งการที่เราเลือกออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพมีจำนวนทริป-ค่าใช้จ่ายต่อที่สูงซึ่งจะช่วยให้เรามีอัตราการเติบโตต่อไปได้ในอนาคต ขณะที่ประเทศไทยแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สูงแต่เราก็พบว่าจำนวนทริปไม่ได้น้อยลงแต่เลือกที่จะเดินทางในระยะทางที่ใกล้กว่า”
นางสาวจุฑาศรี ยังกล่าวถึงแผนการดำเนินงานของ YouTrip ในปี 2569 เตรียมขยายการให้บริการเพิ่มอีก 2 ประเทศ ในกลุ่มเอเชียแปซิฟิกซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขั้นตอนดำเนินการ เนื่องจากการประกอบธุรกิจการเงินในแต่ละประเทศมีกฎเกณฑ์-รายละเอียดที่เข้มงวดแตกต่างกัน
ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่ตั้งไว้แล้ว บริษัทวางเป้าหมายภายใน 2-3 ปีจากนี้ จะพิจารณานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศต่อไป เบื้องต้นตั้งเป้าหมายมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทและสถานการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ที่จะเข้าจดทะเบียนในขณะนั้นด้วย