ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย. พุ่ง 89.1 สูงสุดรอบ 7 เดือน แรงหนุนคนละครึ่งพลัส

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย.2568 อยู่ที่ระดับ 89.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 87.3 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 7 เดือน เทียบจากเดือนพ.ค.2568 อยู่ที่ 88.1 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ย (ไฮซีซัน) ส่งดีต่อการบริโภคสินค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้า รองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดยาวในเดือนธ.ค. การเจรจาค้าข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) กับจีน 5 แสนตัน และสิงคโปร์ 1 แสนตัน ช่วยขยายตลาดส่งออกให้เกษตรกร เพิ่มรายได้และกำลังซื้อในระดับภูมิภาค และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 อยู่ที่ 24.18% จากเป้าหมาย 33% ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยลบหลายประการที่กดดันภาวะเศรษฐกิจ ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนเป็นวงกว้างก่อให้เกิดความเสียหายประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ในช่วงเดือน ธ.ค.2568 และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องในปี 2569 ประมาณ 90,000 ล้านบาท

“ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อาทิ เร่งให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว กองทุนซ่อมแซมเครื่องจักรและมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น พร้อมกับยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ”

ขณะเดียวกัน การระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาชั่วคราว ยังทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อออกไป และกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก็เป็นแรงกดดันสำคัญ

โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.2568) พบว่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.3% โดยเฉพาะสินค้าแผงวงจรไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 28.69% ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น 14.33% และเหล็กเพิ่มขึ้น 8.23% ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างชัดเจน

“เรื่องค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อยู่ที่ 5.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย”

สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.9 เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนคาดไว้อยู่ที่ระดับ 93.5 เนื่องจากการลดค่าไฟฟ้างวดเดือนม.ค.-เม.ย.2569 ลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย จะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน การจัดงาน Motor Expo 2025 ที่ผ่านมาคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน