บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับเป้า SET สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด จากการรีเรตติ้ง ค่า P/E สู่ค่าเฉลี่ยระยะยาว 16 เท่า หลังการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เปิดทางนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้า หนุนบริโภค–ลงทุน–การค้า

วันที่ 9 ก.พ. 2569 นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมย์แบงก์ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด จากการปรับเพิ่มค่าเป้าหมาย P/E ขึ้นสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.0 เท่า จากเดิม 14.5 เท่า

สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการ re-rating (การประเมินค่าหรือจัดอันดับใหม่ของสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์) ของตลาดและเปิดทางให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการค้า โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

เสถียรภาพทางการเมือง หนุนการฟื้นตัวของตลาดทุน

จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่งได้มากที่สุด และมีแนวโน้มเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพันธมิตร ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองในระดับที่ตลาดทุนต้องการ

เมย์แบงก์ มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา

นโยบายรัฐคาดเน้น “บริโภค–ลงทุน–การค้า”

เมย์แบงก์ คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจะแล้วเสร็จและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการภายในเดือนพ.ค.นี้ ก่อนจะเห็นการประกาศนโยบายสำคัญในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล โดยลำดับแรกจะเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการลดค่าครองชีพ ซึ่งมีลักษณะต่อเนื่องจากแนวทางของรัฐบาลชุดก่อน

ขณะเดียวกัน จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือแนวโน้มการเร่งผลักดันการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านกลไก Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการลงทุนมูลค่ารวมราว 1.9 ล้านล้านบาท รวมถึงการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในแผน มูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออก การผลิต และกำไรของภาคธุรกิจจดทะเบียนในระยะกลางถึงยาว

แนะหุ้นเด่นและกลุ่มที่ได้ประโยชน์

เมย์แบงก์ ยังคงแนะนำหุ้นที่ได้อานิสงส์จาก “election rally” ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ MTC กลุ่มท่องเที่ยว MINT กลุ่มสื่อสาร TRUE และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ AP

นอกจากนี้ ยังมองเชิงบวกต่อหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของ FDI และการขยายตัวของการค้าในปี 2569 ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ITC และ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ CCET

เมย์แบงก์ เชื่อว่าการผสานกันของเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก และการฟื้นตัวของการลงทุน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างจังหวะการฟื้นตัวอย่างมีคุณภาพให้กับตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน