พาณิชย์ เผย ม.ค. 69 เม็ดเงินลงทุนต่างชาติพุ่ง 3.3 หมื่นล้าน โตพุ่ง 46%
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) จำนวน 113 ราย
เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 24 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 89 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,779 ล้านบาท
“การอนุญาตฯ ในเดือนมกราคม 2569 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 10 ราย เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 103 ราย และมูลค่าการลงทุนรวม เพิ่มขึ้น 10,619 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ซึ่งมีมูลค่า23,160 ล้านบาท”
ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 26 ราย คิดเป็น 23% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,390 ล้านบาท 2) ญี่ปุ่น 25 ราย คิดเป็น 22% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 15,315 ล้านบาท 3) สหรัฐอเมริกา 16 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 420 ล้านบาท
4) สิงคโปร์ 12 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,513 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 10 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 587 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 24 ราย คิดเป็น 21% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,554 ล้านบาท
นายพูนพงษ์กล่วถึงการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของเดือนมกราคม 2569 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542ว่า มีจำนวน 38 ราย คิดเป็น 34% ของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 9 ราย คิดเป็น 31% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (29 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 14,637 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 19 ราย เงินลงทุน 5,293 ล้านบาท สิงคโปร์ 5 ราย เงินลงทุน 4,310 ล้านบาท ญี่ปุ่น 5 ราย เงินลงทุน 1,306 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 9 ราย เงินลงทุน 3,728 ล้านบาท