มาสเตอร์ แปลน 101 ประเมินตลาดรับสร้างบ้านปี 2569 ยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจชะลอ แต่บ้านระดับบนยังมีดีมานด์ เดินหน้ากลยุทธ์ครบวงจร รุกบ้านหรู ตั้งเป้าโต 25% พร้อมจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค
นายอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้ให้บริการรับสร้างบ้านหรู เปิดเผยว่าตลาดรับสร้างบ้านปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อที่อ่อนแรง ขณะที่ประเมินว่ามูลค่าตลาดรวมยังทรงตัวในระดับใกล้เคียง 190,000 ล้านบาท โดยกลุ่มบ้านระดับบนยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพ ท่ามกลางความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลที่จะช่วยหนุนความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของผู้บริโภค
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาด พบว่า ตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดยังมีสัดส่วนสูงกว่ากรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็นประมาณ 70–77% ของมูลค่าตลาดรวม สะท้อนศักยภาพกำลังซื้อในหัวเมืองใหญ่และกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น ขณะที่ตลาดกรุงเทพฯ เผชิญการแข่งขันสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะสินเชื่อเข้มงวดมากกว่า
ตลาดบนยังมีดีมานด์
ในเชิงระดับราคา ตลาดสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนราว 50% ของตลาดรวม บ้านระดับกลางราคา 5–20 ล้านบาทประมาณ 30% และบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปประมาณ 20% โดยกลุ่มบ้านระดับบนแม้จะชะลอตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ยังมีดีมานด์จากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ทั้งนักธุรกิจและผู้บริหารที่ต้องการสร้างบ้านตามความต้องการเฉพาะบุคคล
สำหรับข้อมูลจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พบว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านผ่านสมาชิกของสมาคมฯ ในช่วงปี 2567–2568 ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ตลาดหดตัวราว 14–18% มาอยู่ที่ 9,800 ล้านบาท จากผลกระทบของภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ต้นทุนก่อสร้างที่ยังอยู่ในระดับสูง และการตัดสินใจชะลอการลงทุนของผู้บริโภคบางส่วน
โดยกลุ่มบ้าน 20 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงแรงถึง 35% ส่งผลให้ยอดขายบริษัทในปี 2568 ได้รับผลกระทบเช่น โดยปรับตัวมาอยู่ที่ 675 ล้านบาท ร่วงลงจากปีก่อนหน้าที่ทำยอดขายได้ 900 ล้านบาท
“ในอดีตบริษัทเคยสร้างยอดขายเติบโตเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนสำคัญจากลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งมีการสร้างบ้านมูลค่าสูงหลายร้อยล้านบาทต่อหลัง ตั้งแต่ระดับ 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท ไปจนถึง 200–300 ล้านบาท ทำให้ปี 2567 บริษัทสามารถผลักดันยอดขายแตะระดับพันล้านบาทได้”
นายอนันต์กร ยังได้ประเมินว่าแม้ตลาดโดยรวมยังไม่กลับสู่ภาวะเติบโตสูงเหมือนในอดีต แต่หากปัจจัยการเมืองมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ตลาดรับสร้างบ้านในปี 2569 มีโอกาสประคองตัวได้ และกลุ่มบ้านระดับบนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมต่อไป
ปี 2569 ตั้งเป้าโต 25%
สำหรับทิศทางในปี 2569 เนื่องจากบริษัทมีฐานลูกค้าในมือจำนวนมากราว 1,000 ล้านบาท โดยประเมินว่าสามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 843 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนให้บริษัทมีการเติบโตได้
ประกอบกับที่ผ่านมาการทำตลาดต่อเนื่องทั้งออนไลน์–ออฟไลน์ และสำหรับในปีนี้บริษัทยังได้วางงบประมาณในการทำการตลาดไว้ 20 ล้านบาท เน้นท้งออนไลน์ผ่านคอนเทนท์รีวิวบ้านของลูกค้า โดยเฉพาะบ้านหลังใหญ่ในต่างจังหวัดริมถนนมิตรภาพ ในภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นผลงานการออกแบบก่อสร้างของบริษัท
นอกจากนี้ในส่วนของการทำการตลาดออฟไลน์ จะเน้นการออกงานแสดงสินค้าตลอดทั้งปี 9–10 ครั้ง เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกอบกับในปีนี้ประเทศไทยกำลังได้รัฐบาลใหม่ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่ในฐานะคนทำธุรกิจมองแล้วว่าน่าจะมีเสถียรภาพ และคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีนายกฯ รองนายกฯ ที่ดูแลเศรษฐกิจ ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าจะนำพาเศรษฐกิจของปรเะเทศไปได้อย่างดี
โดยเฉพาะหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในทันที และปัจจัยสุดท้ายคือในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภตสร้างบ้านได้ในราคาเดิมได้ เนื่องจากต้นทุนวัสดุที่ยังไม่ปรับขึ้นแน่นอน ทำให้ผู้บริโภคสามารถสร้างบ้านในราคาปัจจุบัน ก่อนที่ต้นทุนจะขยับ 5–10% เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว
เจาะตลาดบ้านหรู 20 ล้านบาทขึ้นไป ชู “เวลา” เป็น Pain Point หลัก
นายอนันต์กร กล่าวว่าแม้ในปีที่ผ่านมากลุ่มบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปลดลงแรงถึง 35% แต่อย่างไรก็ดีบริษัทมองว่ากลุ่ม Ultra Luxury ยังมีดีมานด์ เพียงแต่ลูกค้าให้ความสำคัญกับเวลา และ ความยุ่งยากที่ลดลง มากกว่ามองเรื่องราคา บริษัทจึงพัฒนาแนวคิด The Master Home Builder ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. The Master Solution – One Team ครบวงจร
ทั้งนี้บริษัทจะให้บริการ Complete Design Service รวมงานสถาปัตย์ ออกแบบตกแต่งภายใน และภูมิสถาปัตย์ไว้ในทีมเดียว โดยลูกค้าเพียงนำข้อมูลที่ดินมา บริษัทสามารถประเมินงบประมาณได้ภายใน 2 ชั่วโมง และสามารถเห็นแบบบ้านครบทุกมิติภายใน 14 วัน ซึ่งจากปกติจะต้องใช้เวลา 45–60 วัน บริษัทสามารถเริ่มงานก่อสร้างบ้านได้ภายใน 60 วัน หลังเซ็นสัญญารับงาน และยังมาพร้อมกับระบบบริหารโครงการ “Master One 360” เช็กลิสต์ควบคุมคุณภาพกว่า 6,000 รายการ
2. The Master Selection – เปิดตัวบ้าน 3 ซีรีส์ใหม่
นายอนันตกร ยังกล่าวอีกว่าในปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ 3 รูปแบบ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ เริ่มจาก

The Empire Gold คฤหาสน์สไตล์คลาสสิก พื้นที่ 4,000 ตร.ม. รองรับ 3 เจเนอเรชัน ห้องนอนกว่า 10 ห้อง ที่จอดรถซูเปอร์คาร์ 15 คัน สร้างเพียงหลังเดียวในโลก ราคาเริ่มต้น 290 ล้านบาท และแบบ Full Option พร้อมตกแต่งราคาเริ่มต้น 390 ล้านบาท ก่อสร้างเสร็จภายใน 24 เดือน

Mirano Brown (Vertical Mansion) บ้านหรูแนวตั้งสำหรับผู้บริหารคนเมือง พื้นที่ใช้สอย 1,200 ตร.ม. 7 ห้องนอน ที่จอดรถ 5 คัน พร้อมสวนดาดฟ้า ราคาเริ่มต้น 55 ล้านบาท Full Option 85 ล้านบาท

Gold sand (Modern Iconic) บ้านโมเดิร์นไอคอนิก พื้นที่ 700 ตร.ม. 5 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 39 ล้านบาท Full Option 60 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีนวัตกรรมเสริมในบ้านทั้ง 3 แบบ ได้แก่ ระบบโซลาร์เซลล์และ Energy Storage ระบบเติมอากาศ–กรอง PM2.5 พร้อม AI Home Solution ควบคุมผ่านมือถือและเสียง
ระบบความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
3. Master Trust – การันตีโครงสร้าง 30 ปี
โดยบริษัทรับประกันโครงสร้างบ้านนาน 30 ปี พร้อมควบคุมงบประมาณไม่บานปลาย ลดความเสี่ยงเป็นศูนย์
กระจายโครงการทั่วประเทศ อีสาน–ตะวันออกโตเด่น
ปัจจุบันบริษัทมีผลงานสร้างบ้านสะสมหลายพันล้านบาท กระจายทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และภาคกลาง โดยลูกค้าหลักในต่างจังหวัดเป็นเจ้าของธุรกิจโรงสี โรงงาน เหมือง ปั๊มน้ำมัน และกลุ่มแพทย์ ส่วนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงและ CEO
โดยปัจจุบันบริษัทมีบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างประมาณ 30 หลัง คาดว่าส่งมอบได้ราว 10 หลัง
เสถียรภาพรัฐบาล ปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม
นายอนันตกร กล่าวย้ำว่าเสถียรภาพรัฐบาล เป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม โดยความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มระดับกลางถึงบน
พร้อมข้อเสนอผ่านไปยังรัฐบาล ได้แก่ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการปลูกสร้างบ้าน การพิจารณามาตรการร่วมจ่าย (co-payment) ในบางช่วงเวลา รวมถึงการผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ