กระทรวงพาณิชย์กางแผนเชิงรุก รับมือการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ใช้ประโยชน์จาก FTA และนวัตกรรมนำหน้ามาตรการกีดกันทางการค้า รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ท่ามกลางการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Extreme Polarization เศรษฐกิจการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญ ซึ่งนับเป็น โอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการส่งออก และห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่น และก้าวหน้ายิ่งขึ้น
แม้การส่งออกจะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่การบริหารจัดการความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นตัวเร่งให้เราสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ และยั่งยืนในระยะยาว หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ ที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ ไปสู่โลกที่ให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และความยืดหยุ่น ของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าเสรีภาพทางการค้า ขณะเดียวกัน ระบบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกก็มีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วงปี 2559-2568 สะท้อนความผันผวนของเศรษฐกิจ และการค้าโลกอย่างชัดเจน
ก่อนเกิดสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับ 2.8-3.5% ต่อปี และมูลค่าการค้าโลกขยายตัวมากกว่า 10% ในบางปี แต่สงครามการค้าส่งผลให้ปี 2562 GDP โลกชะลอลงเหลือ 2.7% และการค้าโลกหดตัว -2.8% สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นในปี 2563 จากโควิด-19 ทำให้ GDP โลกหดตัว -2.9% และการค้าโลกหดตัว -7.2% ก่อนฟื้นตัวแรงในปี 2564 และกลับมาชะลออีกครั้งในช่วงปี 2565-2567 จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครน และการดำเนินนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก
เศรษฐกิจไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับแนวโน้มโลกอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงก่อนสงครามการค้า GDP ไทยเติบโต 3.4-4.2% แต่ชะลอลงเหลือ 2.1% ในปี 2562 และหดตัวถึง -6.1% ในปี 2563 จากโควิด-19 สะท้อน
ศักยภาพในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีฐานการค้าแข็งแกร่งเป็นจุดตั้งต้น แม้การส่งออกจะฟื้นตัวในปี 2564 และขยายตัวต่อเนื่องในบางช่วง
ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อ GDP ไทยเพิ่มจาก 67.1% ในปี 2559 เป็น 71.2% ในปี 2568 ยืนยันว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ด้วยสัดส่วนการส่งออกที่สูง ไทยจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อพลวัตของตลาดโลก ขณะที่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นควบคู่กันสะท้อนการเชื่อมโยงเชิงลึกกับห่วงโซ่อุปทานโลก
ไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติการผลิต การจ้างงาน และรายได้ ภาคส่งออกยังเชื่อมโยงกับแรงงานจำนวนมาก ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป หากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอตัว ย่อมกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ในวงกว้าง
ในปี 2568 โครงสร้างการส่งออกของไทยมีการเชื่อมโยงกับตลาดหลักอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
โดย 5 ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สูงขึ้นจาก 38.8% ในปี 2559 และเฉพาะ 3 อันดับแรกมีสัดส่วนเพิ่มจาก 31.9% เป็น 40.0% ยืนยันความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดกลยุทธ์กระจายตลาด
จากการวิเคราะห์โอกาสเชิงโครงสร้างผ่านตัวชี้วัดด้านความสำคัญทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของมูลค่าและสัดส่วน และระดับการกระจุกตัวของสินค้า พบว่าสินค้าส่งออกสำคัญ 35 รายการ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรกล ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เมื่อพิจารณาความผันผวนด้านมูลค่า พบว่าสินค้ากว่าครึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในระดับปานกลางถึงสูง
ชี้ให้เห็นโอกาสในการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงด้านสัดส่วน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าโครงสร้างสินค้าหลักยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในมิติการกระจายตัว พบว่าสินค้าเกือบสองในสามยังมีพื้นที่เติบโตในตลาดใหม่อีกมาก ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามระดับความพร้อมในการพัฒนา พบว่าสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่มีเสถียรภาพและกลุ่มที่พร้อมยกระดับ
ขณะที่สินค้าในกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดในการเร่งพัฒนา ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.2% ต่อปี และในปี 2568 มีมูลค่า 40,103.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 11.8% ของการส่งออกทั้งหมด โดยมีฐานตลาดหลัก 5 ประเทศสูงถึง 77.7% และมีฐานตลาดสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งถึงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งหมด
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จด้านการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังชี้ให้เห็นโอกาสในการกระจายตลาดเพื่อขยายฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการทางการค้าหรือพลวัตทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจ
นายนันทพงษ์ กล่าวเสริมว่า ในโลกยุค Extreme Polarization ประเทศขนาดกลางอย่างไทย กำลังเผชิญแรงกดดันให้กำหนดจุดยืนเชิงนโยบาย ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้พื้นที่เชิงนโยบาย มีแนวโน้มต้องการการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดระหว่างประเทศ
จึงเป็นโอกาสที่ต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น และยกระดับโครงสร้างเชิงโครงสร้างของการส่งออก โดยมุ่งขยายโอกาสทั้งด้านตลาดและสินค้าให้หลากหลาย ยกระดับมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต และเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน และขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต
นอกจากนี้ ควรเร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามและประเมินโอกาสจากพลวัตมาตรการทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และทำให้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว