SET เปิดตลาดเช้าวันที่ 5 มี.ค. 2569 พุ่งขึ้น 39.26 จุด แตะระดับ 1,423.87 จุด หลังร่วงหนักกว่า 140 จุดในช่วงสองวันทำการแรกของเดือน ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัวจากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย โบรกมองตลาดไทยสะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว พร้อมแนะจับตาหุ้นโรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี และท่องเที่ยวที่ถูกแรงขายก่อนหน้า มีลุ้นฟื้นตัวเด่น
วันที่ 5 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ดัชนีหุ้นไทย (SET) เปิดการซื้อขายภาคเช้าพุ่งทะยานขึ้น 39.26 จุด โดยอยู่ที่ระดับ 1,423.87 จุด ซึ่งเป็นการฟื้นตัวหลังจากตลาดเปิดการซื้อขายช่วง 2 วันทำการแรกของเดือนมี.ค. โดยดัชนีปรับลดลงไปถึงกว่า 140 จุด
อย่างไรก็ดีบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียช่วงเช้าวันที่ 5 มี.ค. ปรับตัวในแดนบวกหลายตลาด สะท้อนการคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
โดยนายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการสายงานวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรอบล่าสุดน่าจะถูกสะท้อนอยู่ในระดับดัชนีตลาดหุ้นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว โดยหากพิจารณาจากระดับดัชนีที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึงจุดที่ตลาดหุ้นไทยต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์เมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) พบว่าดัชนีปรับตัวลดลงประมาณ 12.6%
เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่ปี 2000 (2543) เป็นต้นมา ซึ่งมีเหตุการณ์สงครามสำคัญประมาณ 3 ครั้ง พบว่าตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉลี่ยจะปรับตัวลดลงราว 8.6% ดังนั้นระดับการปรับฐานของตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้ที่ลดลงกว่า 12% ถือว่าลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของเหตุการณ์ในอดีต และใกล้เคียงกับช่วงความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่ขาดเสถียรภาพ ส่งผลให้การปรับตัวลงของตลาดรุนแรงกว่าปกติ ดังนั้นระดับดัชนีปัจจุบันจึงถือว่าสะท้อนความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
อีกปัจจัยหนึ่งที่ใช้ประเมินคือระดับค่าชดเชยความเสี่ยงของตลาด โดยจากเหตุการณ์สงคราม 3 ครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 80 Basis Point ขณะที่รอบล่าสุดตลาดปรับตัวสะท้อนความเสี่ยงไปแล้วประมาณ 62–65 Basis Point ซึ่งแม้จะยังไม่เต็มระดับเฉลี่ยในอดีต แต่ถือว่าเข้าใกล้ระดับดังกล่าวพอสมควรแล้ว สะท้อนว่าตลาดได้ปรับตัวรับความเสี่ยงไปมากพอสมควร
ขณะเดียวกัน สัญญาณล่าสุดของสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ความตึงเครียดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก แต่ในระยะหลังเริ่มมีรายงานข่าวว่าอิหร่านมีความต้องการเปิดการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียด ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวอย่างชัดเจนมากขึ้น
พัฒนาการดังกล่าวส่งผลให้ความกังวลของนักลงทุนเริ่มผ่อนคลายลง และทำให้ตลาดหุ้นในหลายประเทศของเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ โดยนักวิเคราะห์มองว่าหากตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนความเสี่ยงหลักไปแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเริ่มตอบรับกับปัจจัยบวกหรือพัฒนาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะถัดไป
ดังนั้น ภาพรวมการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในวันนี้จึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น และเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่กำลังฟื้นตัว
สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้รับแรงซื้อหากตลาดเกิดการรีบาวด์ นักวิเคราะห์แนะนำให้พิจารณาหุ้นที่ก่อนหน้านี้ถูกแรงกดดันจากความกังวลด้านราคาพลังงานและสถานการณ์สงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงกว่าตลาด
กลุ่มแรกที่น่าสนใจคือกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่พื้นฐานธุรกิจในระยะกลางยังถือว่าแข็งแกร่ง และยังอยู่ในธีมการเติบโตจากความต้องการใช้พลังงานของ Data Center ที่กำลังขยายตัว
อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มปิโตรเคมี โดยเฉพาะบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ซึ่งได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ภาพของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้าเริ่มเห็นสัญญาณด้านอุปทานที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนราคาผลิตภัณฑ์และส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการ รวมทั้งราคาหุ้นในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมอย่าง บริษัท เซ็นทรัล พลาซา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ซึ่งแม้ว่าฐานธุรกิจหลักจะอยู่ในประเทศไทย แต่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา จากแรงกดดันด้าน Sentiment (ความรู้สึกของนักลงทุนในตลาด) ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
นายสุวัฒน์ ประเมินว่าการปรับตัวลงดังกล่าวอาจมากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ทำให้มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะเกิดการฟื้นตัวได้ หากบรรยากาศการลงทุนกลับมาดีขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นแนะนำให้เน้นเลือกหุ้นที่ถูกแรงกดดันจากปัจจัยสงครามและราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดแรงซื้อกลับ (รีบาวด์) ได้หากสถานการณ์คลี่คลาย และตลาดหุ้นกลับมาเคลื่อนไหวในเชิงบวกอีกครั้ง