ธปท. เกาะติดสงครามใกล้ชิด เปิด 2 สมมติฐาน ชี้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น กดจีดีพีต่ำกว่าคาดการณ์ ย้ำดูแลค่าเงินไม่ให้กระทบผู้ประกอบการ

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ (Down Side Risk) เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม แม้ว่าภาพเศรษฐกิจรายเดือนที่ผ่านมายังไม่ได้สะท้อนผลจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันผลกระทบได้ผ่านหลายช่องทางอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามต้นทุนจะถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากน้อยเพียงใด หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อาจจะมีการส่งผ่านไปราคาสินค้ารวมถึงเศรษฐกิจโลกเผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจชะลอตัว กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย

“ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้ตัวเลขจีดีพีต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ (ณ 17 ธ.ค.2568 คาดโต 1.5%) ซึ่งจากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหน คงทำได้ยาก คงต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดยจะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง“

อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอน และยังไม่สามารถคาดเดาว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อและจบลงอย่างไร จึงต้องมีการตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี คือ 1.กรณี Better Case คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะจบลงภายในไตรมาส 1/2569 การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มผ่อนคลายลง ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

2.กรณี Base Case สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแตกต่างจากกรณีรัสเซีย-ยูเครนที่ไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู (Recover) นานกว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และการเดินเรือจะยังคงติดขัดไปจนถึงครึ่งปีหลัง

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า หากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงาน และคาดการณ์ว่าจะกลับลงมาได้ในที่สุดสามารถมองผ่านได้ (Look Through) การปรับดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เพราะดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการกับปัญหาฝั่ง Supply ได้โดยตรง

แต่ทั้งนี้ หากปัญหาเริ่มส่งผ่านไปกระทบต่อการใช้จ่าย (Demand) หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยตามความเหมาะสม โดยจะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน กนง. ก็ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นรวดเร็ว

ในส่วนของค่าเงิน ยอมรับว่ามีความผันผวนในระดับ 9% ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ถึงขั้นสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม เราได้เข้าไปบริหารจัดการดูแลทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ตามเป้าหมายหลักในการดูแลผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาและดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตาม เราติดตามดูแลกิจกรรมภาคการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมและประคับประคองกันไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน