ส.อ.ท. เผย ยอดผลิตรถยนต์ เดือนก.พ. 2569 อยู่ที่ 117,952 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.43% จากการผลิตรถนั่งส่งออกและรถกระบะในประเทศที่โตแรง ขณะที่ยอดขายในประเทศกลับลดลง 2.17% เหลือ 48,242 คัน หลังโครงการ EV 3.0 สิ้นสุดและสถาบันการเงินเข้มงวด พร้อมจับตาสงครามตะวันออกกลางกระทบส่งออก แม้ยังคงเป้าผลิตรวมปี 1.5 ล้านคัน แต่จะทบทวนอีกครั้งช่วงพ.ค.-มิ.ย.นี้
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนก.พ.2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.43% เนื่องจากการผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้น 22.83% อยู่ที่ 16,458 คัน และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98% อยู่ที่ 16,996 คัน
โดยยอดผลิตที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.พ.2569 แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 81,006 คัน เพิ่มขึ้น 4.59% เป็นยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 36,946 คัน เพิ่มขึ้น 0.97% สอดคล้องกับภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ 2 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.2569) 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87%
ทั้งนี้ สวนทางกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนก.พ.2569 อยู่ที่ 48,242 คัน ลดลง 2.17% เพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56% หลังสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก โดยผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% อาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย
”แต่ขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่คาดจะผลิตได้ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศคาดอยู่ที่ 5.5 แสนคัน และการผลิตเพื่อส่งออกคาดอยู่ที่ 9.5 แสนคัน เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าสงครามจะยืดเยื้อบานปลายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่างๆ เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการณ์ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.อีกครั้ง“
ส่วนการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนก.พ.2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน ลดลง 0.05% ลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มูซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ ซึ่งรถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้น 0.61% จากปี 2567 เท่ากับ 21.17% ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน