เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) บุกกระทรวงพลังงาน ร้อง 8 ข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงาน ด้าน ‘เอกนัฏ‘ ย้ำ “กระทรวงพลังงานเป็นของประชาชน”พร้อมรับหนังสือข้อเสนอไปพิจารณา
16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพลังงาน เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) อาทิ น.ส.รสนา โตสิตระกูล, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ตัวแทนเครือข่ายฯ และ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ยื่นข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงาน โดยมีข้อเสนอเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมันที่เป็นธรรม 8 ข้อ
โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้รับข้อเสนอแนะไว้ และแถลงขอบคุณทุกคนที่สะท้อนถึงปัญหาทั้ง 8 ข้อ และย้ำว่าหลายเรื่องที่เสนอมานั้นอยู่ในใจอยู่แล้ว และหวังว่าทุกเรื่องจะไม่จบที่วันนี้ แต่ขอเชิญตัวแทนที่เป็นแกนนำทุกท่านมาทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามว่าในที่สุดข้อเสนอที่ทุกท่านเสนอมาเราได้นำไปปรับปรุงแก้ไขหรือไม่
“ผมยืนยันชัดเจนครับว่าเรื่องกลไกการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมีการผ่าตัด ผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีองค์กรไหนที่มีอำนาจมากมายขนาดนี้ โดยทำได้ในฐานะประธานกองทุนจะเห็นได้ว่าขณะนี้สถานะได้กลับเข้ามาสู่เริ่มจะปกติ จากเดิมที่ติดลบวันละกว่า 2,000 ล้านบาท ตอนนี้กลับมาเกือบจะศูนย์แล้ว
ส่วนเรื่องของกลไลการทำงาน ส่วนตัวคิดว่าเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และต้องปรับกลไก ต่อไปจะทำให้ราคาที่ประชาชนต้องรับเป็นธรรมมากที่สุด ไม่มีการให้กำไรกับกลุ่มผู้ประกอบการหรือนายทุนไหน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตแบบนี้
“ผมยืนยันว่าผมเลือกที่จะยืนข้างประชาชนแน่นอน 100% ทุกวัน ทุกเวลา และไม่กลัวด้วยครับ ไม่เกรงใจด้วยครับ ถ้าจะต้องสู้กับใคร ต้องชนกับใคร ก็ใช้ผมให้เป็นประโยชน์ได้เลยครับ” เอกนัฏกล่าว ท่ามกลางเสียงปรบมือของเครือข่ายภาคประชาชนที่ตอบรับการแถลงครั้งนี้
นายเอกนัฏ ย้ำหนักแน่นว่า กระทรวงพลังงานเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านสบายใจ และรู้สึกว่าที่แห่งนี้ กระทรวงแห่งนี้ เป็นที่ของทุกท่านครับ
สำหรับข้อเสนอเครือข่ายข้อ 1-3 คือเรื่องก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้ม ขอเสนอให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนในราคาที่เหมาะสม เพราะเราผลิตได้ปีละ 3.7 ล้านตัน ขณะที่ครัวเรือนใช้เพียง 2.1 ล้านตัน ต้องกำหนดให้ใช้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนเป็นสินค้าควบคุมราคา ตามบทบัญญัติสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542
ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่เหลือใช้จากภาคครัวเรือน ให้นำไปคำนวณค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้าขายให้แก่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้กองทุนไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลมาชดเชยให้กับผู้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวอีกต่อไป
ข้อ 4 ราคาค่าการกลั่น อ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมีนาคมเฉลี่ย 7.23 บาทต่อลิตร และระหว่างวันที่ 1-10 เม.ย. มีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาทต่อลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรนำค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร
ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอยที่เกินจาก 2.50 บาทต่อลิตร คืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง หรือค่าใช้จ่ายค่าชดเชยจากกองทุนเป็นคำสั่งทางปกครองนั้น คือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 3 ประกอบหมวด 2 คำสั่งทางปกครอง ส่วนที่ 6 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง มาตรา 49 ถึงมาตรา 53
ข้อ 5 ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 7 มาตรา 10 มาตรา 11 โดยตรวจสอบย้อนหลัง เพราะไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบเช็กสต็อกเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรา 7 มาตรา 10 มาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต็อกเก่าที่ได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนส่วนเกินนั้นกลับคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 6 ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นสูงเกิน 2.50 บาทต่อลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ให้มีการตีความข้อกฎหมายอีกต่อไป
ข้อ 7 รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 150,000 ล้านบาทให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 ที่ได้มีข้อเสนอมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินอีกต่อไป เพราะการกู้เงินของรัฐบาลต้องตกเป็นหนี้ภาระของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระเงินคืนเงินกู้ในท้ายที่สุดอยู่ดี
ข้อ 8 ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วย ราคาค่าไฟฟ้า หรือ Net Metering และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ Net Billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติดังกล่าว จึงเรียนมาเพื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน