ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมสั่งผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อ-ลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ที่มียอดสินเชื่อคงค้างตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รายงานข้อมูล 3 ชุดใหญ่ ได้แก่ ยอดรวมรถยึดและ Loss on Sale, งบการเงินรายไตรมาส และข้อมูลสินเชื่อพร้อมอ้างอิงผู้กู้ (Counterparty) กำหนดส่งงวดแรกภายใน 21 ก.ค. 2570 (ข้อมูลเดือนมิ.ย.70)
วันที่ 19 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) หลักการการรายงานข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน เพื่อยกระดับการให้บริการทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท.ให้มีความรับผิดชอบ เป็นธรรม และโปร่งใส ได้รับการดูแลช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาในการชำระหนี้
โดย ธปท.กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวนำส่งข้อมูล ซึ่งมีเงื่อนไขและขอบเขตการรายงาน คือ
1.ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งที่มียอดคงค้างสินเชื่อตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องนำส่งข้อมูล ได้แก่ 1.แบบรายงานข้อมูลยอดรวมรถยึดและ Loss on Sale 2.แบบรายงานข้อมูลงบการเงิน และ 3.แบบรายงานข้อมูลสินเชื่อเช่าซื้อลีสซิ่ง และข้อมูลอ้างอิงผู้กู้ (Counterparty)
2.ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน ที่มีสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ที่มียอดคงค้างสินเชื่อ ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องนำส่งข้อมูลแบบรายงานข้อมูลยอดรวมรถยึดและ Loss on Sale เพิ่มเติม
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจะต้องส่งแบบรายงานตามเงื่อนไขที่ ธปท.กำหนด ทั้งวิธีการ ความถี่ ช่องทาง โดยรายงานจะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้น (Basic Validation) และการตรวจสอบเชิงซ้อน (Complex Validation)
สำหรับรายละเอียดกำหนดเวลาในการรายงานข้อมูล โดยแบบรายงานข้อมูลยอดรวมรถยึดและ Loss on Sale รายงานแบบรายเดือน กำหนดส่งภายใน 21 วันนับจากสิ้นงวด ชุดข้อมูลงบการเงินรายงานรายไตรมาส กำหนดส่งภายใน 45 วันนับจากสิ้นงวด และแบบรายงานข้อมูลสินเชื่อและอ้างอิงผู้กู้ รายงานรายเดือน กำหนดส่งภายใน 21 วันนับจากสิ้นงวด คาดว่าภายใน 21 ก.ค. 2570 เข้าสู่ Go Live นำส่งข้อมูลงวดแรก (งวด มิ.ย.70)
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อเปิดเผยว่า การเรียกข้อมูลดังกล่าวการรายงานยอดรวมรถยึดและ Loss on Sale เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายน่าจะมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาหากเป็นบริษัทลูกของธนาคารที่ทำสินเชื่อเช่าซื้ออาจจะไม่ได้มีการรายงานข้อมูลแยกจากงบการเงินของบริษัทแม่
โดยคาดว่า ธปท.ต้องการเห็นข้อมูลมากนี้ขึ้น เพื่อดำเนินนโยบายให้ตรงจุด รวมถึงเพื่อดูเรื่องปริมาณรถมือสอง ซัพพลายในตลาด โดยปัจจุบันมีข้อมูลว่ายอดรถยึดเฉลี่ยอยู่ที่ 2 แสนคันต่อปี จะสอดคล้องกับข้อมูลภาพรวมตลาดหรือไม่ รวมถึงพิจารณาดัชนีราคา (Price Index) ให้ถูกต้อง
“ตอนนี้ยอดรถยึดเข้าสู่ระบบน้อยมาก เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งมีผลต่อรถมือสอง และที่ผ่านมาพบว่าเต็นท์รถมือสองปิดไปกว่าพันเต็นท์ อาจจะผิดธรรมชาติ เพราะตลาดไม่มีซัพพลายมาขาย ธปท.จึงต้องการข้อมูลส่วนนี้ว่ายึดรถเท่าไร และส่งลานประมูลเท่าไร”
ขณะเดียวกัน ธปท.พยายามศึกษาเรื่องของค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนเรื่องชำระคืนก่อนกำหนด (Pre-Payment Fee) เนื่องจากสินเชื่อบางประเภทอาจจะมียกเว้น แต่ธุรกิจเช่าซื้อจะมีสัดส่วนส่วนลดดอกเบี้ยในการปิดบัญชีก่อนกำหนด ตลอดจนพิจารณาไปถึงกรณีเรื่อง ติ่งหนี้จะคำนวณอย่างไร หรือคืนรถจบหนี้จะต้องคำนวณอย่างไร และคืนเงินเท่าไร เป็นต้น
นอกจากนี้คาดว่าภายในเร็ว ๆ นี้ ธปท.อาจจะมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นทุนทางการเงิน เพื่อทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยธุรกิจเช่าซื้อ หลังจากเข้ามากำกับดูแล เนื่องจากที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นคนกำหนดเพดานดอกเบี้ยธุรกิจเช่าซื้อ
โดยดอกเบี้ยรถใหม่ไม่เกิน 10% ต่อปี รถมือสองไม่เกิน 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 23% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันครบ 3 ปี เป็นช่วงที่สามารถทบทวนอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้
“ธปท.ต้องการดูต้นทุนการเงินเชิงลึก เพื่อดูดอกเบี้ยให้เหมาะสม ซึ่งต้นทุนการเงินไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยกู้ยืมและดอกเบี้ยปล่อยสินเชื่อ แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนสาขา พนักงาน และอื่น ๆ ของธุรกิจ เพื่อให้ดอกเบี้ยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ยังมีธุรกิจเช่าซื้อที่เป็นน็อนแบงก์และ Captive ต่าง ๆ ที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ธปท.ไม่มีข้อมูล”
แหล่งข่าว กล่าวและว่า ธปท.คงพยายามเข้าไปดูตรงส่วนนี้มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการมีจำนวนมากถึง 3,000 ราย ที่จะต้องขึ้นทะเบียนทำธุรกิจ แต่มีบางรายหลบเลี่ยงโดยการเปลี่ยนจากเช่าซื้อเป็นธุรกิจเช่าใช้เพื่อไม่ให้โดนการกำกับ
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า การขอข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าวของ ธปท. เช่น ยอดรถยึด และ Loss on Sale เป็นข้อมูลที่บริษัทมีอยู่แล้ว หาก ธปท.ต้องการให้รายงานก็มีความพร้อม ไม่น่าจะมีปัญหาติดขัด ซึ่งคาดว่า ธปท.น่าจะต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพราะในอนาคตจะได้นำไปวิเคราะห์และทำนโยบายให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมอุตสาหกรรม