คาร์นีย์ เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ปี 2569 ไทยกลับมาติด 25 อันดับแรก ชี้เป้าเอเชียแปซิฟิกครองตลาด
นาย เดวิด อูเลนบร็อค (David Uhlenbrock) พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ของ Kearney หรือคาร์นีย์ ปี 2569 (2026 Kearney FDI Confidence Index®) ในเดือนม.ค.2569 มีผู้บริหารระดับสูง 507 คนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วม พบว่าประเทศไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนี FDICI อยู่ในอันดับ 20 นับจากปี 2566
นอกจากนี้ มาเลเซียยังอยู่อันดับ 21 ห่างหายไปนานถึง 12 ปี ขณะที่สหรัฐและแคนาดายังคงครองอันดับ 1 และ 2 ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 3 และจีน (รวมฮ่องกง) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 4 สิงคโปร์อันดับ 8 เกาหลีใต้ อันดับ 11 และอินเดียอันดับ 22 ต่างก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“การสำรวจผู้บริหารธุรกิจระดับโลกประจำปีนี้ ได้จัดอันดับตลาดที่มีแนวโน้มสูงสุดในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศ แม้จะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจถึง 88% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในโอกาสระยะยาวของตลาดโลก”
โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยมีอันดับที่สูงขึ้น โดยการประกาศใช้มาตรการหลายด้านในปี 2568 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืน สาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า
มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม เช่น การยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้า การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน และการอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนโดยรวมของไทย
อัตราการว่างงานของไทยลดลงเหลือ 0.76% ในไตรมาส 3/2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2557 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในประเทศ สอดคล้องกับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยทักษะและความสามารถของแรงงานไทย (29%) รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ (31%) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในไทย
“ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์การลงทุนในไทย”
ตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง
ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนโลกมากขึ้น ทั้งไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากอันดับ 10 เป็น 6 และมาเลเซียจากอันดับ 11 เป็น 7
ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสำหรับตลาดเกิดใหม่ของ Kearney ปี 2569 โดยเฉพาะไทยที่มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดท่ามกลางการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่อันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยใน 3 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ติดอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการจัดอันดับความมั่นใจสุทธิของตลาดเกิดใหม่ อีกทั้งสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ยังคงช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน
แม้ความตั้งใจในการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้บริหารยังคงตื่นตัวต่อความเสี่ยงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีหน้า (36%) ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (30%)
ขณะเดียวกัน นโยบายอุตสาหกรรมกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุน จากการสำรวจพบว่านักลงทุนทั่วโลก 84% ระบุว่านโยบายอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน
นักลงทุนทั่วโลก 57% เชื่อว่านโยบายดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนทางการเงินว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
นักลงทุนทั่วโลก 88% มองว่านโยบายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยที่ดี และ 80% มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการสนับสนุนทางการเงิน
นายสิทธารถ ปาทัก พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการแบ่งขั้วมากขึ้น เอเชียครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดที่ติดอันดับในดัชนีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ
“ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค โดยกลับเข้ามาอยู่ในดัชนีระดับโลกอีกครั้ง และมีอันดับที่สูงขึ้นในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบ China+1 ที่ยังคงดำเนินต่อไป และมีความน่าสนใจในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนกำลังนำเงินทุนไปยังตลาดที่มีการผสมผสานระหว่างศักยภาพ ด้านนวัตกรรม โอกาสในการเติบโต และความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์”