พาณิชย์ ถก ชาวสวนปาล์ม เร่งผลักดันการใช้ B7 -B20 ช่วยดูดซับ CPO สกัดราคาผลปาล์มตกต่ำ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการรับหนังสือจากตัวแทนเกษต ชาวสาวนปาล์ม และพร้อมร่วมหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจากภาคกลางและภาคใต้ เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาผลปาล์มและแนวทางบริหารจัดการน้ำมันปาล์มทั้งระบบวันนี้(22เม.ย.) ว่า เกษตรกรกังวลต่อทิศทางราคาปาล์มและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดันหลายด้าน จึงมีให้เร่งใช้ CPO หรือ น้ำมันปาล์มดิบ ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันใช้ในสูตร B7 และ B20 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในประเทศ และลดความเสี่ยงที่ราคาปาล์มจะผันผวน แม้การส่งออกจะชะลอลงก็ตาม
ทั้งนี้ ภาครัฐยอมรับว่าในปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเกือบทุกด้าน จากราคาปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในกระบวนการเพาะปลูกและขนส่งผลผลิต จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบหรือกดราคารับซื้อ
สำหรับการบริหารจัดการต้องครอบคลุมทั้งน้ำมันปาล์มขวดที่ใช้บริโภคในประเทศ การส่งออก และการใช้ในภาคพลังงาน โดยล่าสุดการใช้เพื่อพลังงานเพิ่มขึ้นแล้วจากราว 70,000 ตัน เป็นประมาณ 100,000 ตัน และยังมีแผนเพิ่มการใช้ต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร
ในมุมของตลาดผลปาล์ม สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงระดับราคาที่ขึ้นลง แต่เป็นพฤติกรรมบิดเบือนกลไกตลาด โดยเกษตรกรสะท้อนว่า เวลาราคาลงมักปรับลดเร็วครั้งละ 40-50 สตางค์ แต่เวลาราคาปรับขึ้นกลับขยับช้าเพียง 10-20 สตางค์ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นธรรมในการรับซื้อในแต่ละพื้นที่ กรมจึงเร่งประสานคณะกรรมการระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างการรับซื้อ โดยเฉพาะกรณีผลปาล์มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ว่าถูกรับซื้อในราคาเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงตรวจดูทั้งระบบตั้งแต่โรงสกัด การขนส่ง ไปจนถึงจุดรับซื้อ เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมราคาบางพื้นที่จึงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
สถานการณ์ผลผลิตปาล์มปีนี้อาจไม่ได้ออกมากอย่างที่เคยคาดไว้ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพราะจากการรับฟังเกษตรกรพบว่ายังไม่มีภาวะผลผลิตล้นจนต้องต่อคิวขายหน้าลานหรือโรงสกัดมากนัก สะท้อนว่าปริมาณผลปาล์มอาจไม่ได้มากผิดปกติในรอบนี้
นายเกรียงไกร นาคสุวรรณ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มในหลายพื้นที่ต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว และในบางจังหวัดราคาล่าสุดอยู่ที่ 6.60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่บางลานเทที่รับซื้อ อาจกดราคาลงไปอยู่ในช่วง 5 บาทปลาย ๆ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดรับซื้อที่เกษตรกรมองว่าไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามโครงสร้างราคาฐานจากราคา CPO อยู่ที่ 40.13 บาท ณ วันที่ 16 ของเดือนที่ผ่านมา เมื่อคำนวณกับเปอร์เซ็นต์น้ำมันขั้นต่ำ 18% แล้ว ราคาผลปาล์มสดไม่ควรต่ำกว่า 7.20 บาทต่อกิโลกรัม โดยทุก 1% ของเปอร์เซ็นต์น้ำมัน มีมูลค่าประมาณ 30 สตางค์ ดังนั้น หากเกษตรกรได้รับการประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ ก็จะยิ่งกดราคาขายลงทันที
ประเด็นสำคัญที่เกษตรกรตั้งคำถามคือ การประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันของผลปาล์ม โดยหลายกรณีโรงงานรับซื้อให้เปอร์เซ็นต์เพียง 18% ทั้งที่คุณภาพผลผลิตจริงอาจสูงกว่านั้น ทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์จากทั้งด้านคุณภาพและราคา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานมีอำนาจในการคัดคุณภาพและประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันฝ่ายเดียว จึงอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบ
นอกจากนี้ เกษตรกรยังมองว่า สถานการณ์ราคาปาล์มที่ปรับลดลงแรงครั้งละ 50-60 สตางค์ เป็นสัญญาณที่ผิดปกติ และภาครัฐควรใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้าไปกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะกลไกแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หากตลาดทำงานอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกกลับเอื้อประโยชน์ต่อพืชพลังงานอย่างปาล์มน้ำมัน
จากสถานการณ์โลกในขณะนี้ ปาล์มน้ำมันควรได้รับแรงหนุนจากการเป็นวัตถุดิบพลังงานทางเลือก ทั้งจากแนวนโยบายส่งเสริมไบโอดีเซล B7 และ B20 ที่ควรช่วยดูดซับผลผลิตในประเทศและพยุงราคา แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าราคาสวนทางปรับตัวลดลง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการบิดเบือนตลาดหรือปั่นราคาเกิดขึ้นในระบบรับซื้อ
แม้เข้าใจว่าภาครัฐมีขั้นตอนในการดำเนินการ แต่ความล่าช้าดังกล่าวทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนและรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ราคายังคงทรุดลงต่อเนื่อง
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราคาหน้าลานรับซื้อเท่านั้น แต่รวมถึงการบริหารจัดการทั้งระบบที่ยังขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่รัฐประกาศได้อย่างแท้จริง ทั้งที่ในทางทฤษฎี การเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันในภาคพลังงานควรจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับผลผลิต
ล่าสุด ได้มีการดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐแล้ว เพื่อให้เข้ามารับผิดชอบและเร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงและรายได้ลดลง
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเกษตรกรคือให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบกลไกรับซื้อ การประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และพฤติกรรมด้านราคาที่อาจเข้าข่ายบิดเบือนตลาด พร้อมใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อให้ราคาผลปาล์มสดสะท้อนต้นทุนและคุณภาพอย่างเป็นธรรม และหยุดปัญหาการกดราคาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่