เอเซีย พลัส คงเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,580 จุด บนสมมติฐานกำไรบริษัทจดทะเบียนแตะ 1.2 ล้านล้านบาท หรือ EPS 95 บาท แม้เศรษฐกิจเสี่ยง Stagflation แต่ได้แรงหนุนจากกลุ่มโภคภัณฑ์ที่มีสัดส่วนกำไรสูง ช่วยพยุงตลาด พร้อมมองกรอบ downside ที่ 1,430 จุด ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้นและความเสี่ยงราคาพลังงาน

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2568 ถือเป็นปีที่มีความท้าทายสูงสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ จากภาวะตลาดทุนที่ผันผวนและไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลประกอบการของทั้งอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้แม้บริษัทยังมีกำไร แต่ก็ปรับลดลงตามภาวะตลาด ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย Net Profit Margin ของบริษัทอยู่ที่ 9.3% ลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่อยู่เพียง 1.9% ขณะที่อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 4% แม้ลดลงจากค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี แต่ยังดีกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่เพียง 0.7%

ในด้านต้นทุนต่อรายได้ บริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ 88% ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่ลดลง แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่สูงถึง 95% ส่วนอัตราค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.11% ลดลงตามแนวโน้มตลาด ขณะที่อุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.081%

“แม้ผลประกอบการจะลดลง แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรม เรายังถือว่าทำได้ดีกว่าในหลายด้าน” นายก้องเกียรติ กล่าว

สำหรับปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์หลักโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับลูกค้า พร้อมยกระดับการให้บริการให้ครอบคลุมทั้งลูกค้าและครอบครัว ผ่านการเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการเชิงลึกภายใต้ 3 แกนหลักของการดำเนินธุรกิจ ได้แก่

การมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำผ่านการบริหารสินทรัพย์ เช่น กองทุนส่วนบุคคล และการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านรายได้ในระยะยาว โดยเน้นการดูแลลูกค้าอย่าง

การพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบธุรกรรมให้ทันสมัย รองรับการแข่งขันด้านความรวดเร็วและข้อมูลข่าวสารในยุคดิจิทัล พร้อมปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าให้ไร้รอยต่อ และ

การยกระดับบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะผู้แนะนำการลงทุน (RM) ต้องมีความรู้ความเข้าใจผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย และสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ในตลาด

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Wealth Solution เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารและให้คำปรึกษากับลูกค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงการวางแผนบริหารทรัพย์สินและการส่งต่อความมั่งคั่งภายในครอบครัว

ในด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัท แอสเสท พลัส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้ออกกองทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนที่ตอบโจทย์ภาวะตลาดผันผวน เช่น กองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนในระดับ 8-10% ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

พร้อมกันนี้ ยังมีการลงทุนในธีมอนาคต เช่น เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กร โดยบริษัทมุ่งส่งเสริมให้พนักงานใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดระยะเวลา และยกระดับการให้บริการลูกค้า เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำคำแนะนำการลงทุน และการสื่อสารกับลูกค้า

ขณะที่นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด กล่าวถึงมุมมองลงทุนปี 2569 ว่าหากย้อนบทเรียนวิกฤตพลังงานในอดีต ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 2516 การปฏิวัติอิหร่าน สงครามอ่าวเปอร์เซีย จนถึงความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

จะพบรูปแบบร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในแต่ละรอบ ตั้งแต่ระดับ 64% ไปจนถึงกว่า 300% ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ในมิติของเงินเฟ้อ พบว่าแต่ละวิกฤตทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เช่น 12% ในวิกฤตรอบแรก 14% ในรอบที่สอง และ 9% ในรอบล่าสุด ขณะที่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมักไม่ได้หดตัวทันทีในปีเกิดเหตุ แต่จะชะลอลงอย่างชัดเจนในปีถัดไป สะท้อนผลกระทบเชิงล่าช้าของวิกฤตพลังงาน

“บทเรียนสำคัญคือ หากราคาพลังงานปรับขึ้นเกิน 50% มักตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยแทบทุกครั้ง” นายเทิดศักดิ์กล่าว

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน โครงสร้างพลังงานโลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือน้ำมันเป็นหลัก โดยสัดส่วนการใช้พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 81% เหลือ 76% ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สะท้อนว่าระบบพลังงานโลกยังเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ในด้านเศรษฐกิจโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP โลกจาก 3.2% เหลือ 3.1% ขณะที่เงินเฟ้อถูกประเมินไว้ที่ 4.4%

โดยนายเทิดศักดิ์ มองว่ายังไม่สะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อที่แท้จริงจากราคาพลังงาน
สำหรับประเทศไทย ภาพเศรษฐกิจถือว่าน่าเป็นห่วง โดย GDP ถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 1.5% และมีบางสำนักประเมินต่ำกว่า 1%

สาเหตุหลักมาจากการเติบโตที่ชะลอลงต่อเนื่องในระยะยาว โดยค่าเฉลี่ยการเติบโต 20 ปีอยู่ที่ 3.3% ลดลงเหลือ 1.9% ในช่วง 10 ปีหลัง และปัจจุบันเหลือเพียง 1.5%

นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ประกอบกับข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง จากหนี้สาธารณะระดับ 66% ของ GDP และหนี้ครัวเรือนกว่า 80% ทำให้ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือระดับราคาสินค้า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะดูต่ำ แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงจริง และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง อาจกดดันเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัว

“สิ่งที่น่ากังวลคือภาวะคล้าย Stagflation คือเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ราคาสินค้าสูงขึ้น” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้ภาพเศรษฐกิจจะอ่อนแอ แต่ยังมีภูมิคุ้มกัน สำคัญ 2 ประการ ได้แก่

1.ธรรมชาติของตลาดที่ตอบสนองข่าวล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมักปรับตัวลงแรงตั้งแต่ช่วงแรกของวิกฤต ก่อนจะเข้าสู่ภาวะแกว่งตัว

2.โครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่มีสัดส่วนจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึงประมาณ 35% ของกำไรรวม และคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าตลาด

โดยกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และเกษตรอาหาร มักได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับขึ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยพยุงตลาดหุ้นไม่ให้ปรับตัวลงรุนแรง

ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในอดีตพบว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 240,000 ล้านบาท เป็น 340,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สำหรับปี 2569 บริษัทยังคงประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไว้ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หรืออัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95 บาท โดยยังไม่เห็นแรงกดดันที่มีนัยสำคัญต่อกำไร

ขณะที่กลุ่มธนาคารเริ่มรายงานผลประกอบการเติบโตดีกว่าคาด ซึ่งภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,580 จุด โดยใช้ Market Earning Gap ที่ 5% ซึ่งถือว่าเป็นสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยม

อย่างไรก็ตาม ประเมินกรอบ downside ของดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ประมาณ 1,430 จุด โดยมองว่าความเสี่ยงเชิงลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนไปในราคาแล้ว เหลือเพียงความผันผวนระยะสั้น

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำการจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยง ได้แก่

• พอร์ต Conservative: ตราสารหนี้ 65% หุ้น 30% และสินทรัพย์ทางเลือกแบบความเสี่ยงต่ำ
• พอร์ต Balanced: หุ้น 55% ตราสารหนี้ 30% และสินทรัพย์ทางเลือก 15%
• พอร์ต Growth: หุ้น 70% ตราสารหนี้ 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 20%
ด้านธีมการลงทุน เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่
• กลุ่ม Commodity หรือโภคภัณฑ์
• หุ้นปันผล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร เช่น KBANK, KTB, BBL
• หุ้นตามฤดูกาล เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม
• กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น CK และ STECON
คุณ

นายเทิดศักดิ์ กล่าวอีกว่าหากราคาน้ำมันปรับขึ้นไปใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัว กำลังซื้ออ่อนแอ และอาจกด GDP ไทยให้ต่ำกว่า 1% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล

อย่างไรก็ตาม ในมุมตลาดทุน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมียังสามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้น และช่วยพยุงตลาดได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง มองว่ามีโอกาสฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก จากความเป็นไปได้ที่สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลี่คลาย และเข้าสู่กระบวนการเจรจา

“เศรษฐกิจยังน่ากังวล แต่ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยช่วยประคอง ทำให้เรายังคงเป้าหมายดัชนีที่ 1,580 จุด” นายเทิดศักดิ์ กล่าวสรุป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน