“พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เต็มสูบ หลังศึกษามากว่า 6 ปี ชี้ผลประเมิน “คุ้มค่าการลงทุน” พร้อมประกาศชัดรัฐไม่รับภาระลงทุนโดยตรง ใช้รูปแบบ PPP สัมปทานที่ดิน ดึงนักลงทุนต่างชาติ – ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน ช่องแคบมะละกาคับแคบ ทางเลือกใหม่ที่ไทยต้องมี ต้นพ.ค.นี้ เตรียมลงพื้นที่กำหนดแนวเส้นทางและจุดสร้างท่าเรือ จ.ระนอง-ชุมพร-สุราษฎร์ธานี

วันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า กระทรวงคมนาคมได้ประกาศชัดเจนให้โครงการดังกล่าวเป็น ‘นโยบายเรือธง’ และจะเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน

โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ของรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นโครงการที่มีการริเริ่มและศึกษามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และสานต่อมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี ซึ่งผลการศึกษาสรุปตรงกันว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความ “คุ้มค่าต่อการลงทุน” แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายหรือบางพรรคการเมืองที่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คุ้มค่า

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ลงทุนโดยตรง แต่จะใช้รูปแบบการให้สัมปทานที่ดินและการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นหลัก เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณแผ่นดิน โดยขณะนี้มีนักลงทุนจากหลายประเทศและหลายบริษัทแสดงความสนใจเข้ามาศึกษาโครงการอย่างต่อเนื่อง

“เรายืนยันว่าแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายเรือธง และจะเดินหน้าต่อ เพราะเป็นโครงการที่ศึกษามาอย่างรอบด้านแล้ว และผลออกมาชัดเจนว่าคุ้มค่าการลงทุน” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ทำให้เห็นความสำคัญของ “ช่องแคบทางยุทธศาสตร์” ซึ่งไม่ได้มีเพียงช่องแคบเดียว เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง หรือคลองปานามา รวมถึงช่องแคบมะละกาในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างประมาณ 35 กิโลเมตร ขณะที่ช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางทะเล มีร่องน้ำที่เรือสามารถสัญจรได้เพียงประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความแออัดและความเสี่ยงในการเดินเรือ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าบางประเทศอาจมีแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการหาเส้นทางทางเลือกใหม่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของโลกในการขนส่งสินค้า ลดการพึ่งพาช่องแคบที่มีข้อจำกัด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

สำหรับกรอบการพัฒนา โครงการแลนด์บริดจ์จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” (Southern Economic Corridor: SEC) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการพัฒนาในลักษณะเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

อย่างไรก็ดีในช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้ มีแผนลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการด้วยตนเอง โดยเฉพาะการกำหนดแนวเส้นทางและจุดก่อสร้างท่าเรือ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะตั้งแต่สมัยที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ในส่วนของการกำหนดที่ตั้งท่าเรือฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง เดิมมีแนวคิดใช้พื้นที่อำเภอเมืองระนองซึ่งอยู่ใกล้เขตแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้มีข้อเสนอให้ปรับตำแหน่งออกไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านเขตแดน และอำนวยความสะดวกให้เรือสินค้าสามารถเข้าเทียบท่าและทิ้งสมอได้อย่างอิสระภายในน่านน้ำไทยโดยไม่กระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนฝั่งอ่าวไทยในพื้นที่จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ไม่พบข้อจำกัดด้านเขตแดน เนื่องจากอยู่ในน่านน้ำไทยทั้งหมด จึงไม่มีปัญหาในการรองรับการเดินเรือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน