Krungthai COMPASS ชี้สงครามตะวันออกกลางหนุนปุ๋ยแพง 40% ฉุดผลผลิตข้าวหาย 7 แสนตัน มูลค่า 5.9 พันล้านบาท เตือนไทยเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยพ.ค.นี้ แนะผู้ผลิตกระจายแหล่งนำเข้า-เกษตรกรใช้ปุ๋ยแม่นยำ

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจเชิงลึก ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ขยายวงกว้างจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยเคมีของไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึงร้อยละ 95 ของการใช้ทั้งหมด และนำเข้าจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 34 โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยยูเรียที่นำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 71

ความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยพ.ค.นี้

นางสาวสุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) และไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนได้ ไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือนพ.ค. 2569 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีที่เริ่มเพาะปลูกในช่วงดังกล่าว รวมถึงมันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

ต้นทุนพุ่ง-ผู้ผลิตเสี่ยงขาดทุน

ด้านราคา คาดการณ์ว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 19,360 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาตามต้นทุนจริงได้

Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า ในกรณีฐานหากผู้ผลิตส่งผ่านต้นทุนได้เพียงร้อยละ 40 จะทำให้ Spread (ส่วนต่างราคาขายลบต้นทุนนำเข้า) ติดลบ 619 บาทต่อตัน แตกต่างจากช่วงปี 2566-2568 ที่ Spread เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัน ส่งผลให้ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเผชิญภาวะขาดทุน

ผลผลิตข้าวลด 7 แสนตัน มูลค่าเสียหาย 5.9 พันล้าน

ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันให้ผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ ข้าว คาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมมีแนวโน้มลดลงราว 0.7 ล้านตัน หรือร้อยละ 2 ของผลผลิตข้าวเปลือกรวมทั้งปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 5.9 พันล้านบาท

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

สำหรับเกษตรกร: ระยะสั้นควรปรับกลยุทธ์การใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ เน้นผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและดิน ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนระยะยาวภาครัฐควรส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่

สำหรับผู้ผลิตปุ๋ยเคมี: ควรบริหารความเสี่ยงด้วยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบระยะยาว กระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุด รวมถึงเพิ่มสัดส่วนปุ๋ยสูตรเฉพาะและปุ๋ยอินทรีย์ผสมเคมีเพื่อลดการแข่งขันด้านราคา

สำหรับธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร: ควรกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศ ทำสัญญาซื้อล่วงหน้า ประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เพื่อลดการสูญเสีย รวมถึงพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS ระบุว่า ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ลักษณะดิน สภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และการเกิดโรคระบาด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน