อมตะ ปรับโมเดลธุรกิจในสปป.ลาวใหม่ รับมือกับความผันผวน สร้างเป็นฐานการผลิตปั้น “อมตะซิตี้ นาหม้อ” ส่งออกจีนสู่ “เกษตรอัจฉริยะและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป”

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทเตรียมปรับแผนพัฒนาพื้นที่การลงทุนใหม่ ให้สอดรับกับทิศทางสถานการณ์โลก ในด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่ในสปป.ลาว เพื่อให้โครงสร้างทางการตลาดมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น (Flexible Development)

“อมตะซิตี้ นาหม้อ” ได้รับสิทธิ์การพัฒนาพื้นที่จากรัฐบาล สปป.ลาว ด้วยพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ปัจจุบันพัฒนาแฟสแรกแล้วประมาณ 6,000 ไร่ โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ ในแขวงอุดมไซ ห่างจากชายแดนจีนเพียง 40 กิโลเมตร และใกล้โครงการรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากระยะทางการขนส่งสั้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้ในระยเวลาที่รวดเร็ว จากศักยภาพดังกล่าวสามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งใหม่ของภูมิภาคไปยังจีนได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากการที่ลาวมีโครงสร้างพลังงานกว่า 90% มาจากพลังน้ำและโซลาร์ สอดรับกับเทรนด์โลกที่มุ่งสู่ Net Zero โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัล

ดังนั้น ทางบริษัทได้กำหนดทิศทางการพัฒนาโครงการสู่พลังงานสะอาด โดยให้โรงงานในนิคมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและเสริมประสิทธิภาพด้านต้นทุนในระยะยาว ควบคู่การดึงดูดการลงทุนจากกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมสะอาดที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสีเขียว

ขณะเดียวกัน โครงการยังได้รับสิทธิประโยชน์ระดับสูงจากรัฐบาล สปป.ลาว ทั้งการยกเว้นภาษีกำไรสูงสุด 30 ปี ยกเว้นภาษีนำเข้า และ VAT ภายในนิคมช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมอีก 2 พื้นที่ คือ “อมตะซิตี้ นาเตย” บนพื้นที่ราว 2,000 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า รองรับการเชื่อมต่อเส้นทางการค้าชายแดน และ “เมืองไซ” ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น เพื่อยกระดับเป็น Smart City และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต

นายวรงค์ กล่าวว่า บริษัทได้บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบโมดูลาร์ (Modular Infrastructure) โดยการพัฒนาระบบสาธาณูปโภคควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ดิน เน้นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ใช้การออกแบบ และติดตั้งแบบโมดู มาติดตั้งในพื้นที่นิคม

“ปัจจุบันได้เริ่มสร้างถนนสายหลักเข้าไปในนิคมประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อเปิดขายพื้นที่เป็นโซนๆ สร้างผลตอบแทนทันทีแทนแผนเดิม ที่จะพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้าไปลงใหม่ จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมไฮเทคไปสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป’ มองว่าสามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้รวดเร็วกว่า ภายในระยะเวลาอันสั้นประมาณ 6 เดือนเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของลาวมีต้นทุนที่แข่งขันได้ ด้วยมีความพร้อมด้านทรัพยากร ทั้งน้ำ และ ไฟฟ้า และวัตถุดิบทางการเกษตรอีกจำนวนมาก อย่าง ยางพาราที่มีราคาต่ำกว่าไทยถึง 2 เท่า รวมถึงภูมิประเทศที่มีความสูง 600-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มีสภาพอากาศเย็น เหมาะสำหรับการปลูกพืชมูลค่าสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และวานิลลา

ที่สำคัญ โมเดลนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในอนาคต เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างยืดหยุ่นหากดีมานด์ของตลาดเปลี่ยนไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน