ซีเค พาวเวอร์ เผยกำไรสุทธิ ไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 82.9% เติบโตต่อเนื่องแม้ในฤดูแล้ง ราคาพลังงานผันผวน เดินหน้ารับมือเอลนีโญด้วยระบบคาดการณ์น้ำ

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) 115.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 82.9%

โดยเป็นผลจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองแห่งของบริษัท ทำให้บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 198.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 190.7 ล้านบาท จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ที่มากกว่าปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว และอัตราดอกเบี้ยลดลลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก

นอกจากนี้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นกัน จากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ณ ช่วงต้นปี 2569 สูงกว่าปีก่อน และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงฤดูแล้ง

นายธนวัฒน์ กล่าวว่า จากโครงสร้างสัดส่วนกำลังการผลิตของบริษัท ซึ่งมาจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ทำให้ผลการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก

โดยจะมีผลกระทบเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงในส่วนของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดของบริษัทเท่านั้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท

ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 อยู่ที่ 72% ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.78 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.47 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐและของไทย มีการปรับลดเพิ่มเติม จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนผลการดำเนินงานของบริษัทต่อเนื่องในปี 2569 โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและการบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับแผนงาน 5 ปี (2569-2573) ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs)

ทั้งนี้ในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็น 17% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

บริษัทเชื่อมั่นว่าไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน