“April Bakery” ทุ่ม 200 ล้านรีแบรนด์-ขยายสาขา เปิดรับพันธมิตรใหม่ ดันรายได้แตะ 2,500 ล้านก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2572

นางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์เอพริล เบเกอรี่ (April Bakery) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้ารีแบรนด์ครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ 16 ปี ด้วยงบลงทุนรวม 200 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ขยายสาขา พัฒนาโมเดลร้านใหม่ และเสริมระบบหลังบ้าน เพื่อวางรากฐานธุรกิจรองรับการเติบโตระยะยาว พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2572

โดยแผนการดำเนินงานในปีนี้ ตั้งเป้าขยายสาขาจากปัจจุบันประมาณ 40 สาขา เป็นมากกว่า 60 สาขาภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็นกว่า 100 สาขา ภายในปี 2572 โดยจะเน้นเปิดสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโมเดลร้านใหม่ได้อย่างใกล้ชิด ก่อนขยายไปต่างจังหวัดและต่างประเทศในระยะต่อไป

สำหรับโมเดลร้านใหม่จะใช้แนวคิด “Fresh Bake Experience” ที่มีการอบขนมสดภายในร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า ทั้งกลิ่น รสชาติ และบรรยากาศหน้าร้าน หลังจากทดลองใช้ที่สาขาเจริญกรุงและได้รับผลตอบรับดี บริษัทจึงเตรียมขยายรูปแบบดังกล่าวไปยังทุกสาขาใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

สำหรับงบลงทุน 200 ล้านบาท จะครอบคลุมทั้งการรีแบรนด์ ออกแบบร้านใหม่ ปรับแพ็กเกจจิ้ง ขยายสาขา และพัฒนาระบบบริหารจัดการ โดยต้นทุนการลงทุนต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท สำหรับร้านขนาดมาตรฐาน และ 4-5 ล้านบาทสำหรับสาขาขนาดใหญ่

นางกนกกัญจน์ ระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนด้านแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เริ่มธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาเงินลงทุนส่วนใหญ่ใช้กับเครื่องจักรและโรงงาน แต่ครั้งนี้บริษัทต้องการสร้างมูลค่าแบรนด์และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากหน้าร้านของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาช่องทางร้านสะดวกซื้อเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ดีปัจจุบันบริษัทมีรายได้กว่า 80% มาจากร้านสะดวกซื้อ 7-11 โดยมีสินค้าวางจำหน่ายกว่า 15 SKU และมียอดขายเฉลี่ยประมาณ 270,000 ชิ้นต่อวัน

ด้านผลประกอบการ ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,300 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 30% แตะระดับ 1,700 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ปี 2572 ไว้ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยคาดว่าการขยายสาขาและการเติบโตของตลาดต่างประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ในด้านต้นทุน นางกนกกัญจน์ ยอมรับว่า ธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่บริษัทยังสามารถบริหารต้นทุนได้ และไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า โดยจะใช้กลยุทธ์เพิ่มยอดขายผ่านการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องแทน

“ปัจจุบันบริษัทออกสินค้าใหม่เข้าร้าน 7-11 แทบทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ยอดขายช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.ปีนี้เติบโตประมาณ 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

นางกนกกัญจน์ กล่าวและว่าขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการสร้างโรงงานแห่งใหม่บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ เพื่อรองรับกำลังการผลิตในระยะยาว หลังปัจจุบันมีโรงงานรวม 9 แห่ง ซึ่งเริ่มมีข้อจำกัดด้านต้นทุนการบริหารจัดการ โดยโรงงานใหม่จะรองรับทั้งตลาดในประเทศและการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม OEM ในไต้หวันและเกาหลีใต้ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

นางกนกกัญจน์ ยังกล่าวถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งปัจจุบันตนยังถือหุ้น 100% แต่ยอมรับว่ามีนักลงทุนรายใหญ่หลายกลุ่มติดต่อเข้ามาเจรจาแล้ว ทั้งจากภาคธุรกิจไทยและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทมีนโยบายเปิดรับนักลงทุนและพันธมิตรรายใหม่ เพื่อเข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตก่อนที่บริษัทจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

“บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมและยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องการเลือกพันธมิตรที่สามารถสร้างการเติบโตเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเงินทุนเท่านั้น ในเบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเปิดตัวผู้ถือหุ้นใหม่ได้ในปีหน้า”

นางกนกกัญจน์ กล่าวและว่า การเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของบริษัท ทั้งในด้านการขยายตลาด การพัฒนาระบบหลังบ้าน และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยยืนยันว่าเป้าหมาย IPO ในปี 2572 ยังคงเดินหน้าตามแผน หลังบริษัทใช้ช่วงเวลานี้ในการเสริมความแข็งแกร่งของทีมบริหาร ระบบองค์กร และโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมที่สุดก่อนเข้าสู่ตลาดทุน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน