“เล่งหงษ์ คอมโมดิตี้ส์” มองเป็นจังหวะสะสมระยะยาว หากราคาทองไทยอ่อนตัวต่ำกว่า 69,800 บาท พร้อมเตือนนักลงทุนใช้วินัยบริหารจังหวะเข้าซื้ออย่างรอบคอบ
ตลาดทองคำโลกยังคงเผชิญกับสภาวะ Sideway Down มานานราว 3 เดือน แม้ราคา Spot Gold จะปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) ที่ 4,509 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อาการแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางยังดำเนินต่อเนื่อง สวนทางกับภาพจำที่ทองคำมักจะพุ่งทะยานเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ทองคำในประเทศยังน่าสะสมหากหลุดระดับ 70,000 บาท
นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตี้ส์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันทองคำกำลังถูกกดดันจากปัจจัยลบรุมเร้าจนไม่สามารถยืนระยะในแดนบวกได้ โดยแรงกดดันหลัก 3 ด้าน คือ ทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่พลิกขั้ว, การเทขายพันธบัตรรัฐบาลครั้งใหญ่, และความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่ยุติ
1. นโยบายการเงินสหรัฐฯ
ตลาดเริ่มกลับมาพูดถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ แทนที่จะเป็นการปรับลดตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยล่าสุดตลาดให้น้ำหนักโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 42% แม้จะลดลงจากสัปดาห์ก่อน แต่ก็มากพอที่จะทำลาย Sentiment เชิงบวกของทองคำไปได้
ขณะที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ทว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณปล่อยให้วอร์ชมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน
2. เทขายบอนด์ประวัติศาสตร์
ตลาดการเงินโลกเพิ่งบันทึกการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอย่างรุนแรงจากทั้งตุรกีและยุโรป ส่งผลให้ Bond Yield หรือผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคาทองคำ แม้จะมองว่าน่าจะเป็นการโยกย้ายเม็ดเงินระยะสั้น แต่ผลกระทบลบที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
3. ความขัดแย้งอิหร่านเดือดอีกครั้ง
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อนายทรัมป์ ยกเลิกภารกิจทั้งหมดเพื่อกลับมาควบคุมสถานการณ์ หลังไม่พอใจที่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอเรื่องแร่ยูเรเนียม ความกังวลในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดไม่ให้เรือวิ่งผ่าน ท่ามกลางท่าทีของจีนและรัสเซียที่ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งตอกย้ำวิกฤตระดับโลกด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
แนวโน้มสัปดาห์นี้
นางภัทรินมองว่า ภาพเทคนิคระยะสั้นยังเป็นขาลงชัดเจน เนื่องจากราคายังวิ่งต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยแทบทุก Timeframe อีกทั้งในวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. เป็นวันหยุดของสหรัฐฯ คาดว่าตลาดจะค่อนข้างเงียบเหงา และราคามีแนวโน้ม Sideway ในกรอบ 4,450 – 4,600 ดอลลาร์
นางภัทริน มองว่าการปรับลดลงของราคาทองคำในครั้งนี้ เป็นโอกาสทองของผู้ลงทุนระยะยาว โดยแนะนำให้ สะสมทองคำแท่งเมื่อราคาทองคำแท่งของไทยหลุด 69,800 บาท แต่ด้วยโมเมนตัม Sideway Down ให้ปรับรอบการซื้อเป็นทุก ๆ 1,000 บาท จากเดิม 500 บาท เพื่อบริหารความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น
· แนวรับสำคัญ: 4,503-4,440 และ 4,400-4,375 ดอลลาร์ (ทองไทย 69,000 – 68,500 บาท)
· แนวต้านสำคัญ: 4,570-4,590 และ 4,630-4,650 ดอลลาร์
ทั้งนี้ หากทองคำสามารถยืนเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์ และไม่หลุดแนวรับ 4,480 ดอลลาร์ได้ ยังคงมีลุ้นรีบาวด์ไปขายทำกำไรที่บริเวณโซนแนวต้าน
ปัจจัยติดตาม
นางภัทรินทิ้งท้ายว่า แม้ภาพระยะสั้นจะอึดอัด แต่ทองคำระยะยาวยังได้รับแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงเข้าซื้อต่อเนื่อง สะท้อนว่าอนาคตทองคำยังไปต่อได้ โดย “ความอดทน” และ “วินัยในการจับจังหวะ” คือกุญแจสำคัญ
สำหรับปฏิทินเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า ต้องจับตาการเปิดเผยตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯ ไตรมาส 1/2569 (ประมาณการครั้งที่ 2) และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยจะมีรายงานในวันที่ 28 พ.ค. นี้