นักวิชาการ ชี้ข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ยังเข้าใจไม่ตรงกัน สหรัฐฯว่าสำเร็จ อิหร่านว่า MoU และยังมีประเด็นนิวเคลียร์-ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ที่ยังตกลงกันไม่ได้

นายอัทธ์พิศาล วานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทความศ และอาเซียน เปิดเผยว่า แม้สหรัฐอเมริกา และอิหร่านจะสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานกว่า 3 เดือน และมีกำหนดลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังมีสัญญาณที่สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายอาจมีความเข้าใจต่อสถานะของข้อตกลงไม่ตรงกัน

โดยสหรัฐฯ ใช้คำว่า “Deal” หรือข้อตกลงที่บ่งชี้ว่าการเจรจาประสบความสำเร็จแล้ว ขณะที่อิหร่านเรียกเอกสารฉบับเดียวกันว่า “Memorandum of Understanding (MoU)” หรือบันทึกความเข้าใจ ซึ่งสะท้อนว่าเป็นเพียงกรอบความร่วมมือเบื้องต้นและยังต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต

สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลง 14 ข้อ ยังมีอีกหลายข้อที่ยังตกลงไม่ได้ต้องเจรจากันต่อไป โดยประเด็นที่ตกลงได้เช่น อาทิ การยุติปฏิบัติการทางทหาร การยุติการสู้รบในเลบานอน การเปิดเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน รวมถึงการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงการเจรจา 60 วัน

ส่วนประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้ต้องหารือเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่อนุญาต การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างถาวร และการปลดล็อกทรัพย์สินส่วนที่เหลือของอิหร่าน ซึ่งจะต้องหาข้อสรุปภายในกรอบเวลา 60 วันหลังการลงนาม

นายอัทธ์ ประเมินว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ GDP โลกปรับลดลง 0.2% ขณะที่ GDP ของประเทศและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องเช่น สหรัฐฯ อิหร่าน ตะวันออกกลาง ลดลง 0.6% ส่วนราคาพลังงานโลกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 90% และราคาวัตถุดิบสำคัญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 100%

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงครั้งนี้ ยังไม่อาจถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง แต่มีลักษณะเป็น “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Ceasefire) หรือการลดระดับความขัดแย้งชั่วคราวมากกว่า เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งหลายเรื่องต้องการเจรจาเพิ่มเติมภายในกรอบเวลา 60 วันหลังการลงนาม สงครามจึงยังมีโอกาสกลับมาปะทุขึ้นได้อีกในอนาคต โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้ซึ่งต้องจับตาอยู่อย่างใกล้ชิด

ได้แก่ 1.ความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน 2.อิสราเอลยังไม่ถอนกำลัง 3.การเมืองภายในอิหร่าน และ 4. การเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำที่ช่องแคบฮอร์มุช

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน