TMA เปิดผลวิเคราะห์ ไทยขยับขึ้น 4 อันดับขีดความสามารถแข่งขัน ขึ้นที่ 26 แรงหนุนภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น เตือนเวียดนามจี้ติด ต้องเร่งรับมือความท้าทายที่มีจำนวนมาก
วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยว่า ผลวิเคราะห์การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ของ TMA ศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันโดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในปีนี้ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ IMD ใช้ในการจัดอันดับ 4 ด้านได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน
ซึ่งผลจากอันดับที่ดีขึ้นมาจากด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้นถึง 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับจากปี 2569
นายธีรนันท์ กล่าวว่า สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 เป็นอันดับที่ 10 โดยเป็นผลจากปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ปรับลดลง 5 อันดับมาเป็นอันดับที่ 9 และการจ้างงาที่ลดลงจากอันดับที่ 3 เป็นอันดับที่ 4
ถึงแม้ปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีอันดับคงเดิมที่อันดับ 38 และการลงทุนระหว่างประเทศ ขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 และปัจจัยย่อยด้านราคาที่ดีขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม
ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐ ยังคงอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าปัจจัยย่อยเกือบทั้งหมดจะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ด้านนโยบายภาษี ขยับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 ด้านการคลังสาธารณะ ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 กรอบการบริหารภาครัฐ ขยับขึ้น 3 อันดับเป็นอันดับที่ 46 กรอบการบริหารสังคมขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 39
ส่วนประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 24 มาอยู่ในอันดับที่ 21 โดยปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 37 ด้านตลาดแรงงาน ขยับขึ้นถึง 7 อันดับเป็นอันดับที่ 10 ด้านภาคการเงิน ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 31 และด้านการบริหาร ขยับตัวขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 24
และโครงสร้างพื้นฐาน ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 เป็นอันดับที่ 45 โดยปัจจัยย่อยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ปรับตัวดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 20 ในขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา ถึงแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 58 และ 55 เป็นอันดับที่ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป
นายธีรนันท์ กล่าวต่อว่า เขตเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงล้วนแต่เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกรอบการบริหารเชิงสถาบัน และกฎระเบียบที่ทำให้ภาคธุรกิจ ประชาชน รวมถึงองค์กรภาครัฐมีความมั่นใจในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมหรือนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่ม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ
ในขณะที่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับในปี 2569 เป็นปีแรก มีอันดับความสามารถในการแข่งขันตามหลังไทยเพียง 1 อันดับเป็นอันดับที่ 27 โดยมีอันดับที่ดีกว่าไทยในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ 2 อันดับ และปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจถึง 6 อันดับ
จากผลการจัดอันดับดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังมีความท้าทายที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญอีกมาก ทั้งการรับมือกับผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของระเบียบการค้าโลก ความแปรปรวนของภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของ AI ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเริ่มในทันที