“ทรีนีตี้” มองครึ่งหลังปี 2569 ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สู่วัฏจักรคุมเข้มทางการเงินโดยเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดภาวะการเงินโลกตึงตัว ขณะที่การลงทุนทั่วโลกกำลังปรับสมดุลการลงทุน พร้อมประเมิน SET Index มีโอกาสแตะ 1,600 จุด
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยในงานสัมมนา “Outlook for 2H26 : Global Knowledge in Your Hand” ว่าตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของวัฏจักรการลงทุน จากช่วงเวลาที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ไปสู่ยุคของ Global Financial Tightening Cycle หรือ “เฟด” เปลี่ยนทิศ
โดยการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางเงินทุนและการลงทุนทั่วโลกในระยะต่อไป
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและลด Risk Premium ของน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก
แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ปัจจัยท้าทายใหม่กำลังก่อตัวขึ้นจากแนวโน้มที่เฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ทั้งจากมาตรการภาษีนำเข้าและภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ทำให้มีโอกาสที่ เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 0.50-0.75% ในช่วงเดือนก.ย.-ถึงธ.ค. 2569 และอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่องตลอดปี 2570
ภายใต้สภาวะดังกล่าว สินทรัพย์ที่มีระดับมูลค่าสูง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยผลตอบแทนจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่ม AI, เซมิคอนดักเตอร์ และ เทคโนโลยี ขนาดใหญ่อีกต่อไป
“เรากำลังเห็นการลงทุนของผู้นำตลาด จากเดิมที่ลงทุนแบบกระจุกตัวอยู่ในหุ้น Technology ขนาดใหญ่ ขยายไปสู่กลุ่มสถาบันการเงิน โรงไฟฟ้า หุ้นวัฏจักร และตลาดหุ้นนอกสหรัฐมากขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อระบบตลาดทุนในระยะถัดไป” นายวิศิษฐ์กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น 1–3 เดือน ยังให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ กลุ่มสื่อสาร ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านพลังงาน
รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่น ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย (Multiple-Sensitive) และหุ้นสินทรัพย์เสี่ยงที่มี Valuation แพง
ในระยะกลาง 6–12 เดือน มองธีมการลงทุนสำคัญของโลกอาจเปลี่ยนจาก “US Exceptionalism” หรือ ความโดดเด่นเหนือใครของสหรัฐฯ ไปสู่ “Global Rebalancing” หรือการปรับสมดุลการลงทุนระดับโลก โดยเอเชียมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์สูงสุด หากเกิดการหมุนย้ายเงินลงทุนระดับโลก หรือ Global Great Rotation รอบใหม่
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพและได้รับกระแสเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น เนื่องจากระดับการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่มูลค่าตลาดยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ที่ระดับ 1,600 จุด ภายใต้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 100 บาท และ Forward P/E ที่ 15.9 เท่า
โดยมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ หากแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตต่อเนื่อง และหากตัดหุ้น DELTA ออกไป Valuation ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่เพียง 12.2 เท่า สะท้อนว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่ได้รับการ การประเมินมูลค่าใหม่ หรือ Re-Rating อย่างแท้จริงและกำลังเข้าสู่ช่วง Great Rotation หรือปรากฏการณ์การโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นไทย
แม้ภาพรวมการลงทุนระยะกลางยังมีมุมมองเชิงบวก แต่นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การกลับมาปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย Fed การปรับฐานของกลุ่มหุ้น AI และเทคโนโลยี การปิดสถานะ Yen Carry Trade (การยืมเงิน “เยน” ของญี่ปุ่น ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า) การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยงจาก เอลนีโญและเงินเฟ้อด้านอาหาร
ภายใต้สภาวะแวดล้อมการลงทุนดังกล่าว แนะนำให้จัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) โดยแบ่งเป็น หุ้นไทย 20% หุ้นเวียดนาม 10% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 25% ตราสารหนี้โลก 15% ทองคำ 5% และถือเงินสด 25%
“ครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดการเงินโลก จากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่ยุคที่สภาพคล่องและต้นทุนเงินทุนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเงินทุนโลก”