ครม.สัญจรสงขลา เตรียมถกข้อเสนอพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้กว่า 5.7 หมื่นล้านบาท “พิพัฒน์” ย้ำเลือกโครงการที่พร้อม เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการจาก 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวม 199 โครงการ วงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท ก่อนเสนอเข้าสู่การประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 1 กันยายน 2569
สำหรับจังหวัดสงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอ 5 โครงการเพื่อเตรียมความพร้อมการประชุม ครม. วงเงินรวม 50 ล้านบาท ครอบคลุมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 26 โครงการ วงเงินรวม 35,061.056 ล้านบาท จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การคลัง เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แรงงาน และสำนักงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งข้อสังเกตต่อโครงการเชื่อมโยง 2 ทะเล ในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล่องเรือชมโลมาอิรวดี เนื่องจากอาจกระทบระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของโลมาอิรวดี จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความเหมาะสมและศึกษาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ แขวงทางหลวงจังหวัดสงขลารายงานว่า มีโครงการเร่งด่วน 133 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จบางส่วน เหลือ 106 โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม 1,941 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ด้านจังหวัดสตูล เสนอโครงการเร่งด่วน 17 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายอีก 11 โครงการ แต่ไม่ได้ระบุวงเงิน โดยนายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตให้ขยายขอบเขตโครงการไปยังพื้นที่อำเภอมะนังและอำเภอทุ่งหว้าเพิ่มเติม
ส่วนจังหวัดยะลา เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการ 10 โครงการ วงเงิน 338.145 ล้านบาท และโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีก 4 โครงการ วงเงินรวม 4,308 ล้านบาท รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่ไม่ใช้งบประมาณอีก 1 โครงการ
ขณะที่จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการพร้อมดำเนินการ 6 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท เน้นการติดตามและเฝ้าระวังภัยพิบัติเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนด้านอุปโภคบริโภค ป้องกันน้ำท่วมขังในชุมชน และพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะบริเวณสระที่ 5, 6, 7 และ 8
นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการขุดลอกร่องน้ำปัตตานี วงเงิน 400 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีหารือร่วมกับกรมเจ้าท่าเพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว พร้อมให้จังหวัดจัดลำดับความสำคัญของโครงการเป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกก่อนดำเนินการในขั้นต่อไป
ด้านจังหวัดนราธิวาส เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการ 6 โครงการ วงเงิน 404.790 ล้านบาท และโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 8 โครงการ วงเงินสูงถึง 15,055.640 ล้านบาท โดยที่ประชุมเห็นชอบตามที่จังหวัดเสนอทั้งหมด
นอกจากข้อเสนอโครงการของ 5 จังหวัดแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของจังหวัดสงขลา ตามมติคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จากเดิม 9 โครงการ วงเงิน 99.5 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือ 6 โครงการ วงเงิน 88.1828 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณดำเนินการต่อไป
รวมทั้งเห็นชอบโครงการเพิ่มเติมจากเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1338 ล้านบาท รวม 47.0338 ล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชนจังหวัดสงขลา 2 โครงการ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันท่าเรือสงขลาและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ส่งออก-นำเข้า รวมถึงข้อเสนอแผนงานพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แบบครบวงจรจังหวัดสงขลา ตามแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA)
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนที่จะหารือกันในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการ ก่อนมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
“แม้จะมีข้อเสนอโครงการเข้ามาหลายโครงการ แต่รัฐบาลจะกลั่นกรองอย่างรอบคอบ จะเห็นชอบเฉพาะโครงการที่มีความพร้อม มีความคุ้มค่า ไม่ส่งผลต่องบประมาณ และต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นบางโครงการอาจจะแค่เห็นชอบในหลักการเอาไว้ก่อน ส่วนโครงการเร่งด่วนที่น่าจะเห็นชอบคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้น้ำท่วม ซึ่งจะมีการพิจารณารายละเอียดกันอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้า ครม.สัญจร” นายพิพัฒน์ กล่าว