“อัทธ์” ชี้สหรัฐเปิดปฏิบัติการโดดเดี่ยวอิหร่าน เสี่ยงดันน้ำมันแตะ 110 ดอลลาร์ กระทบไทยทั้งการค้า–เงินเฟ้อ-ต้นทุนธุรกิจไทยเพิ่ม 1–8%

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยบทวิเคราะห์ “ปฏิบัติการขับไล่อิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ : ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจไทย” ประเมินว่า การเปิดตัว Operation Economic Outcast ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยมุ่งตัดรายได้ เครือข่ายการเงิน และช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทั่วโลก

มาตรการดังกล่าวครอบคลุม 5 สาขา ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ พร้อมขยายความเสี่ยงไปถึงบริษัท ธนาคาร เรือ และเครือข่ายในประเทศที่สามที่สนับสนุนการจัดหาเงินทุน เทคโนโลยี หรือการขนส่งน้ำมันให้อิหร่าน

อย่างไรก็ตาม มองว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นลักษณะ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” มากกว่าการสร้างเครื่องมือคว่ำบาตรใหม่ทั้งหมด เพราะสหรัฐฯ มีมาตรการต่ออิหร่านต่อเนื่องเกือบ 47 ปีแล้ว ความแตกต่างสำคัญคือการนำมาตรการเดิมมาบังคับใช้พร้อมกันอย่างเข้มข้น ขยายมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ และปิดช่องทางหลบเลี่ยงผ่านคริปโต บริษัทบังหน้า ระบบชำระเงิน ทองคำ และกองเรือเงา

แม้จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประเทศล่มสลายหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากอิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรมายาวนานและยังสามารถประคับประคองเศรษฐกิจและรัฐบาลไว้ได้

เศรษฐกิจอิหร่านทรุดหนัก

สงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ ที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดย IMF ประเมินว่า GDP อิหร่านปี 2569 หดตัว 5.4% จากหดตัว 2.7% ในปี 2568 ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 87.9% และค่าเงินเรียลอ่อนค่าจาก 42,173 เรียลต่อดอลลาร์ในปี 2563 เป็นราว 2 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

ลุ้นน้ำมันแตะ 110 ดอลลาร์

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ จีนจะลดการนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากน้อยเพียงใด และอิหร่านจะจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่

หากจีนยังนำเข้าน้ำมันอิหร่านผ่านช่องทางหลบเลี่ยง ผลกระทบอาจจำกัดและราคาน้ำมันอยู่ราว 85–95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากจีนลดการซื้อและการเดินเรือผ่านฮอร์มุซสะดุด ราคามีโอกาสขยับ 100–110 ดอลลาร์ และหากฮอร์มุซถูกปิดเกือบทั้งหมดเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจ สูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทก 3 ด้าน

หากราคาน้ำมันเพิ่มจากประมาณ 70 ดอลลาร์เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ไทยจะได้รับผลกระทบผ่าน ดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต

* นำเข้าพลังงานเพิ่มราว 122,000 ล้านบาท ส่งผลให้การขาดดุลการค้าเพิ่มประมาณ 31%
* เงินเฟ้อเพิ่ม 0.4–1% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีมีโอกาสขึ้นมาอยู่ที่ราว 3.2–3.8% จากต้นทุนน้ำมัน ค่าไฟ ค่าโดยสาร และราคาสินค้า
* ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม 1–8% โดยภาคประมงและขนส่งได้รับผลกระทบสูงสุดราว 5–8% ขณะที่ธุรกิจทั่วไปเพิ่มประมาณ 1–3% และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอีก 0.2–1.6%

ดังนั้น ความเสี่ยงสำคัญของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยตรง แต่คือ แรงกระเพื่อมจากราคาพลังงานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันทั้งเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ ดุลการค้า และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน