ปตท. คาดตลาดน้ำมันยังเสี่ยง หลังสหรัฐฯ–อิหร่าน เอาคืนกันเดือด จับตาฮอร์มุซ
ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)รายงานถึงสถานการณ์ตลาดน้ำมัน สัปดาห์วันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. และแนวโน้มสัปดาห์วันที่ 7 – 11 ก.ย. ว่าสำหรับราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์พบว่า น้ำมันดิบดูไบมีราคา 92.32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลลดลง 0.71 % ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป ประเภทดีเซลมีราคา 154.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 9.32% ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ราคา 115.88เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลลดลง1.93%
โดยตลาดน้ำมันโลกยังมีความเสี่ยงหลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 สหรัฐฯ โจมตีเครื่องยิงจรวดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) แห่งอิหร่าน บริเวณเกาะ Larak ของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าอิหร่านกำลังเตรียมใช้เครื่องยิงจรวดนำทุ่นระเบิดลงไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน
ขณะที่Goldman Sachs ประเมินว่ากลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียปัจจุบันส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดในเดือนมี.ค. 2569 มาอยู่ที่ 15-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของระดับที่เคยส่งออกก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง จึงให้จับตาว่าการกลับมาโจมตีกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกระทบการส่งออกหรือไม่
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump ประกาศจะนำน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเติมเข้าปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ของสหรัฐฯ ที่ล่าสุด อยู่ที่ 290 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 44 ปี ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันดิบของสหรัฐฯ ได้เพียงประมาณ 14 วัน
อย่างไรก็ดีรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นาง Delcy Rodriguez เผยรายละเอียดข้อตกลงด้านพลังงานกับสหรัฐฯ ว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 25 ปี สำหรับเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบเป็น 1.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปัจจุบันที่ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเวเนซุเอลายังคงมีอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ