นักวิชาการ ชี้ 5 ทางรอด ไทยเร่งถ่วงดุลการค้า ตลาดสหรัฐและจีน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบท วิเคราะห์เรื่อง “จีนยึดตลาด สหรัฐฯ บีบการค้า : ไทยจะรอดอย่างไร?” ว่า โครงสร้างการค้าของอาเซียนกำลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะไทยและเวียดนามที่มีการขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูง ขณะเดียวกันกลับเป็นสองประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุดในอาเซียน

 

เมื่อพิจารณารายประเทศ เวียดนามเป็นตลาดส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งของจีนในอาเซียน โดยจีนส่งออกไปเวียดนาม 198.6 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือมาเลเซีย 103.8 พันล้านดอลลาร์ และไทย 103.7 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาด้านดุลการค้า เวียดนามเป็นประเทศที่ขาดดุลกับจีนสูงที่สุดถึง 100.6 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยไทย 53.8 พันล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 46.4 พันล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 39 พันล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยและเวียดนามพึ่งพาสินค้าจากจีนในระดับสูง โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า และสินค้าสำเร็จรูป ขณะที่การส่งออกไปจีนยังเติบโตไม่ทันกับการนำเข้า ทำให้ช่องว่างทางการค้าขยายตัว

ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องตัวเลขการขาดดุล แต่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการผลิตในประเทศ หากสินค้าจีนเข้ามาแทนที่การผลิตของผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียนกลับแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ปี 2025 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้ามาอาเซียน 126.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้าสินค้าจากอาเซียน 469.3 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอาเซียนในระดับสูงถึง 342.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เมื่อแยกเป็นรายประเทศ เวียดนามเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุดในอาเซียน 185.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเกินดุล 75.0 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยมาเลเซีย 32.3 พันล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซีย 25.5 พันล้านดอลลาร์ โดยสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ขาดดุลกับสหรัฐฯ

สำหรับไทย การเกินดุลสหรัฐฯ 75 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ มุ่งลดการขาดดุลการค้ากับคู่ค้า และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า

จึงเกิดภาพที่น่าสนใจคือ ไทยขาดดุลกับจีน 53.8 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับเกินดุลสหรัฐฯ 75 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามมีลักษณะเดียวกัน แต่มีขนาดการขาดดุลจีนและเกินดุลสหรัฐฯ สูงกว่าไทยอย่างมาก

การขยายตัวของสินค้าจีนในอาเซียนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากหลายแรงส่ง ทั้งนโยบายสนับสนุนการส่งออกของจีน กำลังการผลิตส่วนเกิน และผลจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ทำให้ผู้ผลิตจีนต้องเร่งกระจายตลาดออกจากสหรัฐฯ

จีนยังมีกำลังการผลิตสูงในหลายอุตสาหกรรม ทำให้สินค้าบางประเภทมีปริมาณเกินความต้องการในประเทศ ผู้ผลิตจึงต้องระบายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เหล็ก เคมีภัณฑ์ แผงโซลาร์เซลล์ สิ่งทอ และสินค้าอุปโภคบริโภค

อาเซียนจึงกลายเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ เพราะอยู่ใกล้จีน มีประชากรจำนวนมาก และมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศมีต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าจีนในบางอุตสาหกรรม รวมทั้งมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศสำคัญ

อีกปัจจัยคือยุทธศาสตร์ “China Plus One” ที่บริษัทข้ามชาตินำมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาฐานการผลิตในจีนเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้เกิดการย้ายหรือขยายฐานการผลิตมายังอาเซียน ขณะที่บริษัทจีนเองก็เข้ามาลงทุนมากขึ้น เพื่อรักษาตลาด ลดต้นทุน และลดผลกระทบจากกำแพงภาษี

ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และ RCEP ยังช่วยลดภาษีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ทำให้สินค้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าข้ามพรมแดน ยิ่งทำให้สินค้าจีนเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

ขณะที่จีนขยายตลาด สหรัฐฯ ก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่ออาเซียน โดยมีเป้าหมายสำคัญสองด้านพร้อมกัน คือ ลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศในภูมิภาค และป้องกันไม่ให้จีนใช้อาเซียนเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า

เครื่องมือที่สหรัฐฯ สามารถนำมาใช้กดดันคู่ค้า ได้แก่ การขึ้นภาษีนำเข้า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การสอบสวนการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า รวมถึงการใช้กฎหมายการค้าหลายมาตรา

ประเด็นที่ไทยต้องระวังคือ หากมีการนำสินค้าหรือชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือประกอบในไทยเพียงเล็กน้อย ก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ อาจถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการสวมสิทธิ์หรือหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าได้

ดังนั้น การรักษาตลาดสหรัฐฯ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเจรจาเรื่องภาษี แต่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย และสามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างชัดเจนตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายอัทธ์กล่าวว่า ไทยไม่ควรเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ควรใช้ยุทธศาสตร์ในการถ่วงดุลอย่างมียุทธศาสตร์ตาม 5 แนวทางดังนี้

1. ถ่วงดุลด้วยความร่วมมือรายประเด็น ไทยควรร่วมมือกับจีนในด้านที่สร้างประโยชน์ เช่น การค้า การลงทุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิต และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันควรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI การบิน อิเล็กทรอนิกส์ และการศึกษา

2. ไม่ปล่อยสินค้าจีนทำลายฐานการผลิตไทย การลงทุนจากจีนต้องสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทย โดยกำหนดเงื่อนไขเรื่องการจ้างแรงงานไทย การใช้ชิ้นส่วนและผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และต้องเป็นไปตามมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขัน ไม่ใช่ใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบหรือเปลี่ยนฉลากสินค้า

3. รักษาตลาดสหรัฐฯ ด้วยการป้องกันการสวมสิทธิ์ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ไทยเกินดุล ไทยต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าตั้งแต่โรงงานจนถึงการส่งออก รวมถึงตรวจสอบสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนฉลากหรือการแปรรูปเพียงเล็กน้อย

4. เพิ่ม “ทางเลือกที่สาม” ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อสร้างตลาดรองรับสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

5. รักษาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ไทยไม่สามารถเปิดเสรีทุกอุตสาหกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข ต้องรักษาฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอนาคตของประเทศ ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป ชีวภาพจากวัตถุดิบเกษตร ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางมูลค่าสูง ยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว สุขภาพ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมไทย

ดังนั้นท่ามกลางเกมการค้าที่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันสองขั้วไปสู่การช่วงชิงตลาดและห่วงโซ่อุปทานไทยจึงไม่ควรเลือกข้างแบบสุดโต่ง แต่ต้องสร้างอำนาจต่อรองของตัวเองให้มากขึ้น ใช้จีนเป็นโอกาสด้านการค้าและการลงทุน รักษาสหรัฐฯ ในฐานะตลาดส่งออกสำคัญ และเร่งเปิดตลาดทางเลือกควบคู่กัน

โจทย์สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียง “ไทยจะเลือกจีนหรือสหรัฐฯ” แต่คือการทำอย่างไรให้ไทยสามารถคบจีนเพื่อสร้างโอกาส รักษาสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาด และสร้างตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง พร้อมยกระดับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทยให้สามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกได้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน