กองทุนน้ำมันฯ เผยสภาพคล่องตึง สถานะติดลบเฉียด 9.2 หมื่นล้านบาท ลุ้นทะลุแสนล้านปลาย เดือนก.ย.–ต้นต.ค.นี้ เตรียมแผนกู้ใหม่ระดับแสนล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในภาวะตึงตัว โดยยอดติดลบอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านบาท และยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 700 ล้านบาท แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกจะเริ่มปรับลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สถานะกองทุนฟื้นตัว โดยคาดว่ายอดติดลบจะทะลุ 100,000 ล้านบาทภายในช่วงปลายเดือนก.ย.หรือต้นเดือนต.ค.2569
สาเหตุสำคัญมาจากภาระการชดเชยราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนและมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้กองทุนต้องเร่งเตรียมแผนรองรับด้านสภาพคล่อง
สำหรับวงเงินกู้ 20,000 ล้านบาทที่กองทุนกู้มาจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ 2 แห่งก่อนหน้านี้ แบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 10,000 ล้านบาท และขณะนี้นำเงินทั้งหมดไปชำระหนี้แล้ว โดยหนี้เดิมของกองทุนยังเหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท เฉพาะเงินต้น ขณะที่ยังต้องชำระดอกเบี้ยตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสีย
แหล่งข่าวระบุว่า กองทุนกำลังเตรียมแนวทางกู้เงินรอบใหม่ตามแผนรองรับวิกฤต โดยเบื้องต้นหากต้องกำหนดวงเงินให้ครอบคลุมภาระหนี้ อาจต้องเตรียมวงเงินในระดับ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเบิกเงินทั้งหมดในครั้งเดียว โดยมีแนวโน้มใช้วิธีทยอยเบิกตามความจำเป็นและสถานการณ์ ขณะที่รูปแบบการกู้จะต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขตลาดในช่วงเวลานั้น
ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินจริงยังต้องหารือนโยบายกับปลัดกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เนื่องจากแนวทางบริหารกองทุนและนโยบายดูแลราคาพลังงานจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อวงเงินที่จำเป็นต้องใช้ รวมถึงอาจต้องขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้ เช่นเดียวกับแนวทางที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน กองทุนยังต้องพิจารณาการทยอยลดการชดเชยราคาน้ำมัน (Exit Strategy) เพื่อชะลอการไหลออกของเงินกองทุน เนื่องจากการพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาภาระหนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากลดการชดเชยจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงต้องประเมินว่าจะกระทบประชาชนมากน้อยเพียงใด และรัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือไม่
นอกจากนี้ แผนรองรับวิกฤตด้านพลังงานที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบให้ขยายกรอบไปถึงปี 2572 ยังครอบคลุมการดูแลราคาดีเซลและเบนซินที่ระดับ 30 บาท รวมถึงปรับเกณฑ์รองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน จากเดิมที่ใช้ระดับการเปลี่ยนแปลง 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใน 1 สัปดาห์ เป็น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้น
อีกแนวทางคือการเพิ่มบทบาทเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า โดยต้องหารือโครงสร้างราคาไบโอดีเซลและเอทานอล เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในประเทศยังอยู่ในระดับสูง
แหล่งข่าวย้ำว่า การกู้เงินรอบใหม่เป็นหนึ่งในเครื่องมือภายใต้แผนรองรับวิกฤตที่ต้องเร่งเตรียมการ ขณะที่การลดการชดเชยเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยลดภาระกองทุน แต่จะต้องแลกกับผลกระทบต่อราคาน้ำมันและประชาชน ดังนั้น วงเงินและรูปแบบการกู้ รวมถึงแนวทางลดการชดเชย จะต้องสรุปหลังจากกระทรวงพลังงานหารือนโยบายกับผู้บริหารชุดใหม่อีกครั้ง