ศุภาลัย ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ยังมีศักยภาพระยะยาว แม้ยอดซื้อขายที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและสินเชื่อเข้มงวด ชี้ตลาดคอนโดฯ ปรับฐานจนซัพพลายส่วนเกินทยอยถูกดูดซับ ขณะที่ดีมานด์ซื้อและเช่ายังมีต่อเนื่อง พร้อมหวนลงทุนคอนโดไฮไรส์ในรอบ 12 ปี เปิดตัว “ศุภาลัย ธาม เชียงใหม่” มูลค่า 2,550 ล้านบาท มั่นใจยอดขายสิ้นปีนี้แตะ 1 พันล้าน

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของศุภาลัย โดยปัจจุบันบริษัทมีโครงการในเชียงใหม่แล้ว 15 โครงการ และอยู่ระหว่างการเปิดดำเนินงาน 8 โครงการ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัยของภาคเหนือ

“เชียงใหม่” มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ ขณะที่มีประชากรราว 1.78 ล้านคน และมีผู้มีงานทำประมาณ 1.05 ล้านคน ที่สำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ได้พึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มีทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและบริการ ทำให้ศุภาลัยมองว่าเชียงใหม่มีลักษณะค่อนข้าง “Bullet Proof” เมื่อเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วน

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าดีมานด์หายไป

สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยเชียงใหม่ นายไตรเตชะระบุว่า ยอดซื้อขายต่อปีเคยขึ้นไปแตะระดับประมาณ 4,500 ยูนิตในช่วงปี 2562 ก่อนชะลอลงมาอยู่ราว 2,000 ยูนิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ภาพที่เกิดขึ้นมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะจำนวนยูนิตเปิดใหม่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ความต้องการซื้อยังมีอยู่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มีถึง 7 ปีที่ยอดซื้อขายคอนโดมิเนียมสูงกว่าจำนวนยูนิตเปิดใหม่

นายไตรเตชะมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากภาพจำเดิมที่เชียงใหม่เคยถูกมองว่าเป็นตลาดโอเวอร์ซัพพลาย โดยเฉพาะในช่วงปี 2557-2558 ซึ่งมีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมจำนวนมากถึงประมาณ 35 โครงการในปีเดียว จากเดิมที่ตลาดเคยมีโครงการเปิดใหม่เพียง 1-2 โครงการต่อปี

หลังจากการปรับฐานอย่างรุนแรงในช่วงดังกล่าว ตลาดคอนโดมิเนียมเชียงใหม่ลดจำนวนการเปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ที่ยังเหลือขายเพียงประมาณ 3 โครงการ และสามารถดูดซับยอดขายไปได้แล้วราว 75-85% สะท้อนว่าอุปทานส่วนเกินในอดีตถูกทยอยดูดซับไปมากแล้ว

“โอเวอร์ซัพพลายที่เคยมีทั้งหมดนั้นถูกดูดซับไปหมดแล้ว”

นายไตรเตชะกล่าว พร้อมมองว่า การที่ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ยังมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดในปัจจุบันมีลักษณะ ดีมานด์มี แต่สินค้าใหม่มีจำกัด

เชียงใหม่ไม่ได้มีแค่ตลาดซื้อ แต่ตลาดเช่ายังแข็งแรง

นายไตรเตชะ ยังมองว่านอกจากตลาดซื้อขายแล้วยังมีตลาดเช่าเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยเชียงใหม่ โดยเฉพาะจากนักศึกษา บุคลากรในภาคธุรกิจ ชาวต่างชาติ รวมถึงคนจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นที่เข้ามาทำงานหรือใช้เชียงใหม่เป็นบ้านหลังที่สอง

ปัจจัยดังกล่าวทำให้เชียงใหม่มีความต้องการที่อยู่อาศัยหลายรูปแบบ ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง และซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า

นายไตรเตชะ ได้ยกตัวอย่างโครงการของศุภาลัยในเชียงใหม่ว่า มีโครงการที่ได้รับความสนใจจากผู้เช่าชาวต่างชาติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่รายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติและสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งสะท้อนว่าดีมานด์เช่าในเชียงใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักท่องเที่ยว แต่มีฐานผู้เช่าที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในจังหวัดด้วย

ขณะเดียวกัน เชียงใหม่ยังมีความน่าสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางบ้านหลังที่สองของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการมีที่พักสำหรับการทำงาน พักผ่อน หรือใช้ชีวิตเป็นช่วงๆ ในเชียงใหม่ ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้พึ่งพาดีมานด์จากคนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว

กลับมาลงทุนคอนโดไฮไรส์หลังหายไปกว่า 12 ปี

จากภาพตลาดดังกล่าว ศุภาลัยจึงตัดสินใจกลับมาพัฒนาคอนโดมิเนียมในเชียงใหม่อีกครั้ง หลังเว้นช่วงไปกว่า 12 ปี โดยเปิดตัวโครงการศุภาลัย ธาม เชียงใหม่ คอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 33 ชั้น บนทำเลถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ตรงข้ามเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ มูลค่าโครงการกว่า 2,550 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ จำนวน 755 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต

บริษัทมองว่าทำเลดังกล่าวกำลังพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยของคนเมืองแห่งใหม่ของเชียงใหม่ จากศักยภาพในการเชื่อมต่อถนนสายหลัก ทั้งถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง และถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด รวมถึงอยู่ใกล้สถานศึกษา โรงพยาบาล แหล่งช็อปปิง สถานีขนส่งอาเขต และสนามบินนานาชาติเชียงใหม่

จุดขายสำคัญคือการพัฒนาห้องพักให้มีขนาดใหญ่กว่าคอนโดมิเนียมทั่วไปในตลาดเชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่ 35 ตร.ม. ไปจนถึงระดับ 205-240 ตร.ม. พร้อมเพดานสูง 2.7 เมตร มีทั้ง 1 ห้องนอน, 1 ห้องนอน พลัส, 2 ห้างนอน รวมถึง ไพรเวท การ์เด้นท์ เรสซิเดนซ์ และ ดูเพล็กซ์ เรสซิเดนซ์ ขนาด 3-4 ห้องนอน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ศุภาลัยนำเสนอเป็นครั้งแรกในเชียงใหม่

นอกจากนี้ โครงการยังจัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง 27 จุด และพื้นที่สีเขียวรวมเกือบ 2 ไร่ ตั้งแต่สวนบริเวณชั้นล่าง ไปจนถึงพื้นที่พักผ่อนบนอาคารและดาดฟ้า พร้อมระบบดูแลคุณภาพอากาศ เทคโนโลยี Touchless ระบบ Face Scan และ LPR รวมถึงจุดรองรับ EV Charger

โดยราคาขายเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 67,000 บาทต่อตร.ม. พร้อมตกแต่งครบ ซึ่งเตรียมเปิดพรีเซลในวันที่ 21-22 พ.ย.นี้

มองตลาดเชียงใหม่ “รอบใหม่” จากดีมานด์ที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดีนายไตรเตชะ กล่าวว่าการกลับเข้าสู่ตลาดคอนโดมิเนียมเชียงใหม่ของศุภาลัยครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่บนสมมติฐานว่าตลาดจะกลับไปเติบโตเหมือนในอดีต แต่เป็นการมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่สมดุลใหม่ หลังจากอุปทานส่วนเกินถูกดูดซับ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการมองหาเพียงที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ทำเล การเดินทาง ขนาดพื้นที่ คุณภาพการอยู่อาศัย และความคุ้มค่าในระยะยาว

โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่มีฐานดีมานด์หลากหลาย ทั้งคนท้องถิ่น คนต่างจังหวัด คนกรุงเทพฯ ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง นักลงทุน และผู้เช่า ทำให้ศุภาลัยเชื่อว่า ตลาดคอนโดมิเนียมเชียงใหม่ยังมีพื้นที่สำหรับสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายภายในสิ้นปีนี้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยประเมินจากยอดลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์มาก่อนหน้านี้มากกว่า 1,000 คนแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน