วราวุธ ลุยเชือดโรงงานขยะพิษ สั่ง ยึดทรัพย-เนรเทศออกนอกประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่าได้ เป็นประธานเปิดปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับโรงงานประเภท 105 ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และโรงงานประเภท 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิล โดยสั่งเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดทุกพื้นที่ ตรวจจับและดำเนินคดีผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างถึงที่สุด
โดยกำชับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบโรงงานใดกระทำผิด จะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เรื่องจบเพียงการจับกุมและเสียค่าปรับ และขอย้ำว่าไม่ใช่เพียงตรวจพบความผิดแล้วเปรียบเทียบปรับ แต่ต้องขยายผลเอาผิดผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ตัวการไปจนถึงผู้ถือหุ้น พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญาและยึดทรัพย์ หากพบเข้าข่ายความผิดทางการเงิน
“กระทรวงอุตฯ ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้แต่กระทรวงยุติธรรม เป็นการจัดการขั้นเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ไปจับแล้วเปรียบเทียบปรับ แล้วแยกย้ายกันไป ไม่มีแล้ว ต้องดำเนินการให้จนถึงที่สุด ทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญา หรือแม้แต่ถ้าทำเป็นคดีทางการเงินไปจนถึงการยึดทรัพย์เราก็จะทำ ผมจะไล่ไปให้ถึงว่าตัวการ หรือผู้ถือหุ้นของผู้ประกอบการในแต่ละบริษัทนั้น ถ้าทำความผิดถึงขนาดจะต้องเนรเทศออกนอกประเทศเราก็จะทำ”
สำหรับแผนปฏิบัติการระยะแรก กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้ง 50 ทีมเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ 5 จังหวัดกลุ่มเสี่ยงเรดโซน ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งมีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมกันกว่า 1,500 แห่ง หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงงานทั้งประเทศที่มีอยู่ 3,049 แห่ง
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบไม่ได้จำกัดเฉพาะ 5 จังหวัดดังกล่าว แต่จะดำเนินการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยได้กำหนดให้ทุกทีมรายงานผลการปฏิบัติงานเบื้องต้นภายในช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ย. เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พ.ย. และหลังจากนี้จะมีการรายงานความคืบหน้าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกครั้ง เพื่อให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
“ขอให้ข้าราชการทำงานกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมีอิทธิพลมากลั่นแกล้งโยกย้าย เนื่องจากข้าราชการมีแค่ปลัดกระทรวงเท่านั้นที่โยกย้ายได้ ขนาดผมยังย้ายไม่ได้เลย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นประชาชน หลังจากโดนปรามาสว่าไม่สามารถทำได้จริง ดังนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ ขอให้ทุกท่านเร่งออกตรวจ และใช้กฎหมายเป็นอาวุธลงดาบ ไม่ต้องกลัว เพราะคนที่ใหญ่กว่าผมมีแค่ 2 คนเท่านั้น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม”
นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาขยะพิษและป้องกันประเทศไทยไม่ให้กลายเป็นถังขยะของโลก จะเป็นเพียงมาตรการที่เข้มข้นในช่วงแรกแล้วเงียบหายเหมือนที่ผ่านมา นายวราวุธยืนยันว่า ครั้งนี้รัฐบาลจะไม่ดำเนินการแบบไฟไหม้ฟาง แต่จะมุ่งแก้ปัญหาถึงต้นตอ โดยความแตกต่างสำคัญคือการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มบทลงโทษและอำนาจในการยึดทรัพย์ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือน พร้อมจัดทำร่าง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ซึ่งเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเร็วๆ นี้ โดยประชาชนที่พบเห็นการกระทำผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1564
ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรอบการดำเนินงานว่า กระทรวงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อปฏิบัติการตรวจสอบโรงงานประเภท 105 และ 106 ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดโรงงานเป้าหมายทั่วประเทศ 3,049 แห่ง โดยวางแผนตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง แบ่งพื้นที่ดำเนินงานเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมทั้งส่วนกลางและภูมิภาคภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
ทั้งนี้ พื้นที่กลุ่ม A จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จะเป็นพื้นที่เร่งด่วนระยะแรก ขณะที่กลุ่ม B ประกอบด้วย สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ส่วนพื้นที่กลุ่ม C อีก 66 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค.2569
อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ฐานข้อมูลโรงงาน เครื่องมือตรวจสอบ และระบบ i-Auditor เพื่อสนับสนุนการทำงานให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยการประเมินผลจะไม่มุ่งเน้นเพียงจำนวนโรงงานที่เข้าตรวจ แต่ให้ความสำคัญกับการตรวจพบปัญหา การป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงการดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามขอบเขตอำนาจกฎหมาย ควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม