นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคาดว่าภายในเดือนต.ค.นี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอีกครั้ง ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าใช้ทันปี 2560 แต่หากต้องปรับแก้ไขร่างกฎหมาย อาจจะส่งผลให้การประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้มีความล่าช้ากว่ากำหนดไว้
“ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนให้นำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ รวมทั้งเพิ่มการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากปัจจุบันจัดเก็บได้ 3 หมื่นล้านบาท เป็นจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากประเภทพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม”
นายวิสุทธิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาการจัดเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างตามแนวรถไฟฟ้า เนื่องจากรัฐบาลพัฒนาและเชื่อมโยงด้านคมนาคมระหว่างเมืองและชนบท โดยรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ มี 12 เส้นทาง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ’64 เมื่อรวมกับเส้นทางในต่างจังหวัดทำให้ตามแนวเส้นทางต่างๆ เกิดการพัฒนา ส่งผลให้รัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม เพราะผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว

ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปีนี้ว่า คาดเติบโต 5% โดยขณะนี้ส่วน กทม.และปริมณฑลชะลอตัวลงไปบ้าง หลังจากคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงขยายตัวค่อนข้างมาก แต่คาดว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติภายใน 1 ปี ขณะที่ไตรมาส 4 จะมีคอนโดมิเนียมที่เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น
“ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3 เติบโตดีกว่าไตรมาส 2 ทั้งยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และการเปิดตัวโครงการใหม่ ขณะที่ไตรมาส 4 ยังไม่มั่นใจ เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมา แม้ว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ช่วงปลายปีก็ตาม นอกจากนี้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารก็เพิ่มสูงขึ้นมาที่ 30% โดยผู้ประกอบการบางรายขยับสูงถึง 50% จากปี 2558 ที่มียอดปฏิเสธสินเชื่อ 20%”
นายอธิป กล่าวอีกว่า สาเหตุนอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแล้ว อีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการติดเครดิตบูโร ทำให้สมาคมเตรียมจะทำหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ช่วยเจรจากับทางเครดิตบูโร ลดระยะเวลาการแสดงข้อมูลลูกหนี้ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จาก 3 ปี เหลือ 1 ปี เนื่องจากผู้บริโภคบางรายได้ชำระหนี้หมดแล้วและเลื่อนสถานะเป็นหนี้ปกติ แต่รายชื่อยังคงติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร 3 ปี ทำให้มีปัญหาการกู้เงิน