สั่งเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ลดการระบายน้ำช่วง 8-11 ต.ค.หลังฝนตกหนัก-ลุ้นน้ำท้ายเขื่อน ส่งผลปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นเกือบเมตร เร่งประสานหน่วยเกี่ยวข้องปรับลดการระบายเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ป้องผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ
สทนช.สั่งลดระบายน้ำ – นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังพัดปกคลุ่มทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณ จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และ จ.นครสวรรค์
ส่งผลให้ระดับน้ำและปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 726 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที และคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.50-1 เมตร
ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กอนช. จึงได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการระบายน้ำเขื่อนด้านเหนือน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลมาเพิ่มเติมในแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานได้มีการผันน้ำเข้าคลองส่งน้ำต่างๆ เพื่อควบคุมระดับน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ 700-900 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมถึงให้มีการแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบกิจการในแม่น้ำกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อยด้านท้ายประตูระบายน้ำผักไห่ ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ท้ายน้ำ รวมถึงยังเป็นการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำตามนโยบายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกอนช. โดยเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ปรับลดการระบายจาก 3 ล้านลบ.ม. ลงเหลือวันละ 1 ล้านลบ.ม.
เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ปรับลดการระบายจาก 6 ล้านลบ.ม. เหลือวันละ 4 ล้าน ล้านลบ.ม. โดยจะยังคงระบายน้ำในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงปลาในกระชังท้ายเขื่อนและคุณภาพน้ำท้ายเขื่อนด้วย ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินการปรับลดการระบายน้ำจากทั้ง 2 เขื่อน ตั้งแต่วันนี้-11 ต.ค. 2563
สำหรับสถานการณ์การติดตามสภาพอากาศปัจจุบันที่คาดว่าจะมีพายุดีเปรสชันลูกใหม่เข้าสู่ประเทศไทยนั้น ขณะนี้ได้ลดระดับเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ปกคลุมบริเวณประเทศกัมพูชา คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคตะวันออกของประเทศไทยเข้าสู่บริเวณอ่าวไทยตอนบนในวันที่ 8 ต.ค. นี้ โดยพื้นที่ที่จะต้องเฝ้าระวังจากอิทธิพลของร่อง อยู่บริเวณ จ.ตรัง สตูล พังงา ภูเก็ต สระแก้ว จันทบุรี ศรีสะเกษ อุทัยธานี ระนอง ตาก ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และสุรินทร์
ซึ่งกอนช. จะมีการติดตามประเมินปริมาณฝนที่อาจจะกระทบในบางพื้นที่ได้ในช่วงวันที่ 8-10 ต.ค.นี้ แต่เนื่องจากมีความแปรปรวนของสภาพอากาศจากปัจจัยความกดอากาศสูงบริเวณประเทศจีนจึงจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป