คลัง แจงปรับเพดานหนี้สาธารณะ 70% กู้ได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท ยันจะกู้ตามความจำเป็นเท่านั้น เผยนายกฯ สั่งหารายได้ใหม่ เน้นการลงทุนในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า การปรับกรอบเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 10% เป็น 70% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% นั้น จะทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีช่องแล้วรัฐบาลจะเดินหน้ากู้เงินตามจำนวนดังกล่าวทั้งหมด แต่การกู้เงินจะเป็นไปตามความจำเป็นเท่านั้น โดยปัจจุบันรัฐบาลยังมีวงเงินกู้จาก พ.ร.ก.โควิด เพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือวงเงินสำหรับใช้ในปีงบประมาณ 2565 อีก 3.5 แสนล้านบาท สำหรับใช้ในการดูแลสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 (ก.ย. 64) สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับ 58.96% แม้ว่าจะยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง แต่ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด เพิ่มเติม ที่ยังเหลือวงเงินอีก 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการกู้เงินในส่วนนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยหลุดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง จึงจำเป็นต้องมีการขยายกรอบเพดานเพิ่มขึ้น

“การปรับกรอบเพดานหนี้สาธารณะ วัตถุประสงค์คือต้องการให้มีพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยปัจจุบันรัฐบาลยังมีวงเงินกู้จาก พ.ร.ก.โควิดเพิ่มเติมเหลืออยู่ แต่ถ้าสถานการณ์การระบาดยืดเยื้อ หรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือรัฐบาลต้องการมีมาตรการกระตุ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ก็ค่อยมาพิจารณากันหลังจากนี้ แต่หากสถานการณ์โควิดคลี่คลายได้เร็ว การคลายล็อกดาวน์สามารถทำได้เต็มที่มากขึ้น เปิดประเทศทำได้ตามแผน เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ความจำเป็นในการใช้เงินและการกู้เงินก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับ”

นายอาคม กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้กำชับเรื่องการหารายได้ใหม่ โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งตรงนี้จะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ รวมกับรายได้จากกำลังการผลิตเดิม โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติหลังเศรษฐกิจเปิดเต็มที่ก็จะมีเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไปอีก รายได้เหล่านี้จะเข้ามาช่วยขยายสัดส่วนรายได้ของประเทศ และช่วยลดเพดานหนี้สาธารณะอาจจะไม่ถึง 70%

สำหรับรายได้จากภาษี ต้องยอมรับว่าในปีนี้ ซึ่งใช้ฐานรายได้ของปี 2563 ในการคำนวณภาษี จะได้รับผลกระทบแน่นอนทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะทำได้ต่ำกว่าประมาณการ เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่หากสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายดีขึ้น เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวฐานภาษีก็จะกลับมา และในช่วงที่ผ่านมากรมสรรพากรได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ก็จะเป็นตัวช่วยเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในระยะต่อไป

นายอาคม กล่าวต่อว่า ในส่วนความคืบหน้าการใช้เม็ดเงินตาม พ.ร.ก.โควิด เพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบการกู้เงินในปีงบประมาณ 2564 ไว้ 1.5 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันมีการกู้เงินตามโครงการที่ได้เสนอเข้ามาแล้ว 1.2 แสนล้านบาท โดยคาดว่าภายในเดือน ก.ย. นี้ จะสามารถกู้ได้ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผน โดยวงเงินที่เหลืออีก 3.5 แสนล้านบาท จะดำเนินการกู้เงินตามความต้องการใช้ในปีงบประมาณ 2565

“เงินกู้ส่วนที่เหลือยังมีภาระที่ต้องใช้ ทั้งการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับฐานราก เพื่อให้สามารถกลับมาเดินหน้าได้ควบคู่กันทุกส่วน ซึ่งระหว่างนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเสนอโครงการให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นผู้พิจารณา” นายอาคม กล่าว

ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ของจีดีพีนั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ซึ่ง ธปท. เข้าร่วมประชุมและเห็นความจำเป็นในการปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด- 19 และพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยประเมินว่าความเสี่ยงต่างๆ ยังต่ำ โดยการใช้จ่ายภาครัฐควรเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูงและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะต้องเร่งลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีกลับมาที่ 60% ให้ได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ การขยายเพดานหนี้สาธารณะในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องกู้เงินเพื่อให้ถึงเพดานหนี้สาธารณะ แต่เป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินมาตรการให้กับภาครัฐ เนื่องจากมาตรการทางการคลังยังจำเป็นต้องมีบทบาทต่อเนื่องในการช่วยเสริมรายได้ของประชาชนที่ลดลงมาก เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว นอกจากนี้ พ.ร.ก. 5 แสนล้านที่จะกู้เพิ่มเติมในปีนี้และปีหน้าเพื่อใช้เยียวยาและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอลง คาดว่าจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงกว่า 60% ในปี 2565 อยู่ก่อนแล้ว

นายเมธี กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐจะต้องเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง อาทิ มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-pay) เช่น มาตรการคนละครึ่งและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน โดยอาจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ผลในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่การเยียวต้องทำให้ตรงจุดเท่าที่จำเป็น และต้องมีกระบวนการใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

“โดยระยะต่อไป ภาครัฐต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับลดลง เพื่อรักษาวินัย รวมทั้งสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต อาทิ การหารายได้เพิ่มเติมจากการสร้างฐานรายได้ใหม่ การควบคุมสัดส่วนของรายจ่ายประจำ และการเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” นายเมธี กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน