กนง.มีมติเอกฉันท์ ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ขึ้นเป็น 1.25% มีผลทันที มองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ได้ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนหนุน
วันที่ 30 พ.ย.65 นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. วันที่ 30 พ.ย.65 มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี จาก 1.00% ต่อปี เป็น 1.25% โดยให้มีผลทันที เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ภาคท่องเที่ยวแลบริโภคภาคเอกชนจะเป็นแรงส่งสำคัญในระยะต่อไป การทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นแนวทางดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจไทยปี 2565 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.2% โดยลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 3.3% ขณะที่ปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ลดลงจากเดิมที่ 3.8% และปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.9% โดยเศรษฐกิจมีสัญญาณกลับมาฟื้นตัวได้เท่ากับช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 แล้วในช่วงสิ้นปี 2565 นี้” นายปิติ กล่าว
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจนสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2565 จะอยู่ที่ 10.5 ล้านคน จากคาดการณ์เดิมที่ 9.5 ล้านคน และปี 2566 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 22 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมาช่วงปลายปี 2566 ส่วนการบริโคภาคเอกชนยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยปี 2565 คาดว่าขยายตัวได้ 6.1% และปี 2566 ที่ 3.4%
อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจชะลอตัวมากกว่าที่คาด และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออก ในปี 2565 จะขยายตัวได้ 7.4% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 8.2% ขณะที่ปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1% จากเดิมที่ 1.1%
นายปิติ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบหมายที่ 1-3% ได้ช้าลงจากเดิมที่คาดว่าช่วง ไตรมาส 2/2566 เป็น ไตรมาส 3/2566 และมีแนวโน้มสูงกว่าประมาณการครั้งก่อน จากราคาพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะผลจากมาตรการรัฐในการช่วงเหลือราคาพลังงานที่จะสิ้นสุดลง โดยในปี 2565 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 6.3% ส่วนปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 2.6%
สำหรับการจัดเก็บภาษีขายหุ้น 0.11% ในปี 2566 เรื่องนี้มีการพูดคุยมานาน ในวงกว้าง ยอมรับว่าผลกระทบก็มีบ้าง แต่เป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นจากการปรับโครงสร้าง ไม่ได้เป็นผลกระทบรุนแรงต่อตลาดทุน รวมถึงเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าแล้วกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรจากหุ้นที่ดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบ หรือเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายในภาพรวม