นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศไทยช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ปี 2566 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 116,344.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 5.1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 122,709.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 2.5% ส่งผลให้ไทย ขาดดุลการค้า 6,365.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 268,900 ล้านบาท
สำหรับเดือนพ.ค. 2566 การส่งออกมีมูลค่า 24,340.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 4.6% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่หดตัวน้อยลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรมโลกเร่งตัวขึ้นจากการผ่อนคลายปัญหาห่วงโซ่การผลิต แต่คำสั่งซื้อใหม่สำหรับการส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น
โดยหมวดสินค้าเกษตร หดตัว 27% อุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 0.6% ขณะที่อุตสาหกรรมขยายตัว 1.5% โดยตลาดส่งออกหลักยัง หดตัว 6% อาทิ จีน หดตัว 24 ญี่ปุ่นหดตัว 1.8% อาเซียน หดตัว 7.8% ส่วนสหรัฐอเมริกา ขยายตัว 4.2% ส่วนตลาดส่งออกรอง ก็หดตัวเช่นกัน 4.5% เช่น อินเดีย หดตัว 21% ฮ่องกง หดตัว 11% ส่วนตะวันออกกลางขยายตัว 11.2% แอฟริกาขยายตัว 7.9% เป็นต้น สำหรับการนำเข้า พ.ค. มีมูลค่า 26,190.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3.4% ส่งผลให้ไทยขาดดุล 1,849.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายกีรติ กล่าวว่า เดือนพ.ค. สินค้าเกษตรหดตัวมาก 27% เพราะอยู่ในช่วงนอกฤดูผลผลิตผลไม้ไม่มีของส่งออก คาดว่าเร็วๆ นี้ ยอดส่งออกสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น เพราะผลไม้ทางใต้กำลังออก ขณะที่ข้าว และไก่สด ส่งออกยังโตต่อเนื่อง 84.6% และ 14% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมรายการสำคัญ เริ่มกลับมาโตเป็นบวกแล้ว โดยเฉพาะยานยนต์และส่วนประกอบ ขยายตัว 7.2% ทรานซิสเตอร์และไดโอท ขยายตัว 87.7% รถจักรยายนต์ ขยายตัว 35.8%
“คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากโลกยังมีความต้องการนำเข้าอาหาร เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่เวิลด์แบงก์ ปรับเพิ่มประมาณการณ์เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ของไทย อาทิ สหรัฐ ปรับจาก 0.5% เป็น 1.1% อียู ปรับจาก 0% เป็น 0.4% จีน ปรับจาก 4.3% เป็น 5.6% น่าจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อคู่ค้าเร่งให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น คาดว่าทั้งปีนี้ การส่งออกไทยจะขยายตัวเป็นบวกได้ 1-2%”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกไทยในเดือนพ.ค. 2566 จะยังหดตัว 4.6% แต่เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคถือว่าไทยหดตัวในอัตราที่น้อยกว่า โดย เกาหลีใต้ หดตัว 15.2% ไต้หวัน หดตัว 14.1% สิงคโปร์ หดตัว 12.4% อินเดีย หดตัว 10.3% และเวียดนาม หดตัว 9.1%
นายกีรติ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่กับธนาคารรัฐของเมียนมา 2 แห่ง ว่า จะกระทบต่อการส่งออกไม่มาก เนื่องจากผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้ามีควาสันพันธ์ที่ใกล้ชิด
นายธนวุฒิ นัยโกวิท ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมียนมาถูกคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกหลายรูปแบบและหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล องค์กร สถาบันการเงิน ปัญหาหลายครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้ามีการเตรียมรับมือไว้แล้ว
ขณะที่ ธนาคารรัฐพม่าทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้มีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมากนัก ซึ่งยังมีธนาคารอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ทำให้ผู้ส่งออกและนำเข้า สามารถใช้บริการชำระค่าสินค้าส่งออกได้ตามปกติ เบื้องต้นยังประเมินว่า เป็นมาตรการที่ยังไม่มีความรุนแรงแต่เป็นมาตรการที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแรงกดดันให้เมียนมาเท่านั้น
สำหรับการส่งออกไปยังเมียนมา เดือนพ.ค. ยังขยายตัว 1.14% มูลค่า 13,607 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูป และเครื่องดื่ม