นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมาว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยออกกฎหมายเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรรวม 2 มาตรการ โดยมาตรการแรกเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้เป็นการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าแบ่งเป็นการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% และหักราคาค่าเสื่อม 100% โดยมาตรการมีผลถึงวันที่ 31 ธ.ค.2561

ส่วนมาตรการที่ 2 เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินที่ได้จ่ายไปเป็นค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของค่าธรรมเนียมที่มีการจ่ายจริง โดยมาตรการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ ครม.ให้ความเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564

กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงิน โดยเฉพาะบัตรเดบิตในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้บริการในร้านค้าและการติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอกนิกส์สำหรับให้บริการการบัตรเดบิตยังมีจำนวนไม่แพร่หลาย ซึ่งการสนับสนุนมามาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้บัตรเดบิตดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอกนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งให้แต่ละโครงการดำเนินการขออนุมัติงบประมาณในแต่ละโครงการโดยตรงและดำเนินการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบตามแผนยุทธศาสตร์ด้วย

ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment มีโครงการที่จะมีการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรอิเล็กทรอกนิกส์อย่างครบวงจร ส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ รวมถึงเป็นช่องทางในการจ่ายและใช้สวัสดิการซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตตามมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป ซึ่งได้กำหนดให้มีการกระจายจุดรับชำระเงินและเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งเสริมให้มีการกระจายอย่างทั่วถึง รองรับการออกบัตรเดบิตแห่งชาติ (National Debit Card) ในอนาคต และช่วยให้เอสเอ็มอีมีช่องทางการชำระเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในต้นทุนที่ต่ำลง จะมีการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งบริษัทกลางขึ้นมา ทำหน้าที่ในการกระจายจุดรับชำระเงินด้วยเดบิตเพื่อไม่ให้ผูกขาดอยู่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมของไทยในปัจจุบันพบว่ายังมีข้อจำกัดที่ทำให้การใช้บัตรเดบิตยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้บัตรเดบิตเพื่อชำระเงินค่าสินค้าและบริการ แต่ส่วนใหญ่ใช้เฉพาะการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มเท่านั้น ประกอบกับร้านค้าที่รับการชำระเงินผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับบัตรเดบิตยังมีไม่แพร่หลาย และกระจุกตัวอยู่ในเขต กทม. ปริมณฑล และเมืองใหญ่ ผู้ประกอบการยังคงมีต้นทุนสูงในการวางและติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งมีภาระค่าธรรมเนียมส่วนลดร้านค้า (Merchant Discount Rate:MDR) จากการรับชำระบัตรและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในอัตราสูงเท่ากับบัตรเครดิต ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ไม่สามารถรับภาระได้ จึงเห็นควรที่จะมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์แก่ร้านค้าที่เป็นเอสเอ็มอีที่รับชำระเงินผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอกนิกส์ของผู้ให้บริการรายใดก็ตาม

กระทรวงการคลังยังชี้แจงว่าโครงการขยายการใช้บัตรเดบิตจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบ E-Payment ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐสามารถขยายระบบการจ่ายสวัสดิการและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไปสู่ประชาชนโดยตรงและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระเงินจากเงินสดไปสู่การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึง แพร่หลาย และเอื้อต่อการสร้างสังคมที่เป็นสังคมไม่ใช้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจ และประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน