นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในช่วงคาดการณ์ 2.0-3.0% ลงลงจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7% (2.2-3.2%)
โดยในช่วงที่เหลือของปีมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจาก การเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง, การขยายตัวในเกณฑ์ดีของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุน
การกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ของการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.5% และ 3.2% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.1-1.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.2%
“การประมาณการครั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลจากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ในช่วงไตรมาส 4/2567 และให้เวลาใช้จ่าย 6 เดือน คาดเม็ดเงินใช้จ่ายจริงในช่วงไตรมาส 4 จะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.25% แต่ตอนนี้ก็ยังมีเรื่องแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งคงจะทยอยใช้ตามความพร้อมของแหล่งเงินบางส่วน”
ทั้งนี้ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2567 ควรให้ความสำคัญกับ 1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่า 90.0% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด 2.การดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ซึ่งยังมีความเสี่ยงจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจในระดับสูง 3.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร
4.การขับเคลื่อนการส่งออกควบคู่ไปกับการเร่งรัดปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาค และ 5.การติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ต้องเฝ้าระวังการทุ่มตลาดของสินค้าจีน ที่อาจกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าไทย
นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินต้องควบคู่กัน การลดดอกเบี้ยต้องพิจารณาหลายๆ มุม อยู่ที่ข้อมูลและการชั่งน้ำหนักจากข้อมูลในประเทศและต่างประเทศ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะจะกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนลงเป็นต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ควรดูแลเรื่องดอกเบี้ยให้กลุ่มเอสเอ็มอี และครัวเรือนที่ยังเป็นภาระอยู่ ช่วยเหลือการปรับโครงสร้างหนี้เป็นรายๆ ไป
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2567 ขยายตัว 1.5% ต่อเนื่องจากการขยายตัว 1.7% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2566 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2567 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2566 ที่ 1.1% โดยการส่งออกสินค้า มีมูลค่า 69,592 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 1.0%