นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 12-16 พ.ย.นี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และคณะ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปก (APEC Ministerial Meeting หรือ AMM) ครั้งที่ 35 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 พ.ย. 2567 ซึ่งการประชุม AMM เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีด้านการค้ากับรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศของสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ เพื่อทบทวนการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา และร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินงานในปีต่อไปต่อที่ประชุมผู้นำฯ ก่อนเดินทางเยือนนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 16-20 พ.ย. 2567 เพื่อเร่งรัดและผลักดันให้เกิดการนำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐ ส่งเสริมความสัมพันธ์สร้างเครือข่ายพันธมิตรและความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนกับผู้นำเข้าในตลาดสหรัฐ จัดกิจกรรม In-Store Promotion สินค้าไทยที่ห้าง H Mart สาขา Irvine Westpark และประชุมติดตามสถานการณ์การค้าและการส่งออกสินค้าไทยในภูมิภาคอเมริกาและลาตินอเมริกากับทูตพาณิชย์ ภายหลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และหารือกับนักธุรกิจผู้นำเข้าประกอบการรายใหญ่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าการลงทุนปัญหาและอุปสรรค เพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย
ทั้งนี้ นายพิชัย จะเข้าประชุมรัฐมนตรีเอเปกร่วมกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศของไทย โดยในระหว่างห้วงการประชุมจะได้เป็นโอกาสในการหารือกับประเทศสมาชิกเพื่อเร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าของประเทศ และหาโอกาสขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน
ซึ่งนายพิชัย จะกล่าวถ้อยแถลงของไทยในวาระการประชุมเรื่อง “การค้าและการลงทุนเพื่อการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน” เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินการต่างๆ ของไทยที่สนับสนุนงานของเอเปก
โดยสาธารณรัฐเปรูตั้งเป้าหมายให้ที่ประชุม AMM มีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญคือ ถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปก ประจำปี 2567 ที่ระบุประเด็นการค้าและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งประเด็นที่เป็นการสานต่อการดำเนินงานตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพเอเปก ทั้งเรื่องการสานต่อวาระงานเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี (Bangkok Goals on BCG)
นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุม AMM จะมีรัฐมนตรีการค้าหรือผู้แทนจากสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ เข้าร่วมด้วย จึงเป็นโอกาสที่จะได้พบหารือกับสมาชิกที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น เกาหลีใต้ จีนฮ่องกง และชิลี เป็นต้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันประเด็นที่สนใจร่วมกันให้มีความคืบหน้าด้วย เอเปก หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม
โดยในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2567 การค้าของไทยกับเอเปก มีมูลค่า 11.4 ล้านล้านบาท (318.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นการส่งออกไปเอเปก 5.6 ล้านล้านบาท (156.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าจากเอเปก 5.8 ล้านล้านบาท (161.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)