นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกในปี 2567 และ 2568 ว่า ในปี 2567 สรท. ได้ปรับคาดการณ์ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 4-5% โดยมีมูลค่าส่งออกรวม 298,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีลุ้นที่ทั้งปีจะเติบโตได้ 5% หากในเดือนธ.ค. 2567 ไทยสามารถส่งออกได้ขั้นต่ำ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นปีที่ไทยสอบผ่าน เนื่องจากการส่งออกสินค้าสำคัญๆ ขยายตัวดี อาทิ ข้าว โต 12% ยางพารา โต 20-30% อาหาร โต 3-5% เครื่องใช้ไฟฟ้า โต 2% และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โต 5% เป็นต้น

ส่วนประมาณการณ์ส่งออกปี 2568 คาดว่าเติบโต 1-3% มูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง คือสงครามการค้าที่เกิดจากนโยบาย Trump 2.0 , ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าซึ่งอาจส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทย, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ดึงนักลงทุนกลับประเทศและมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจอเมริกามีความร้อนแรง มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับประมาณการณ์ลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 4 ครั้งเหลือ 2 ครั้งในปีหน้า รวมทั้งแนวทางการลดยกเลิกความเข้มงวดของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องของการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้ ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้, ค่าเงินบาท ผันผวน จากปัจจัยภายในรวมถึงเงินเฟ้อและนโยบายการค้าประธานาธิบดีสหรัฐ

ต้นทุนของผู้ส่งออกไทยเพิ่มขึ้น จากการขึ้นค่าแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและการขนส่ง, ทิศทางราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวน, ค่าระวางเรือในปีนี้อาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากการเร่งส่งออกตลาดไปยังสหรัฐ และปัญหาทะเลแดงที่ยังมีอิทธิพลต่อการส่งออกไปสหภาพยุโรปและตะวันออกกลาง

“ปี 2567 ถือว่าส่งออกไทยสอบผ่าน แต่ปีนี้โจทย์ยากและท้าทายมาก เพราะไม่มีปัจจัยบวกเลย มีแต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆ ที่ คาดเดาไม่ได้เลย ซึ่งหากจะดันให้ส่งออกปีนี้โต 1-3% ตามเป้า สรท.และบรรลุเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ 2-3% ภาครัฐและเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น”

โดย สรท. เสนอให้กระทรวงพาณิชย์จัดประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน กระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พณ.) เป็นรายไตรมาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความผันผวนการค้าระหว่างประเทศ และต้องเพิ่มเติมงบประมาณด้านการกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งในประเทศคู่ค้าหลักและตลาดเกิดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า รองรับการบิดเบือนตลาดจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ

นายชัยชาญกล่าวว่า คาดการณ์ว่าการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ยังมีโมเมนตั้มต่อเนื่องจากปลายปีก่อนโดยจะยังขยายตัวได้ดีคาดว่าจะเติบโตได้ราว 1-2% คิดเป็นมูลค่า รวม 72,000 ล้านบาท แต่ในไตรสมาสถัดไปจะมีความเสี่ยงจากผลกระทบสงครามการค้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สรท. ขอเรียร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงินลดดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่เอสเอ็มอี และบรรเทาภาระบาทแข็งค่า รวมทั้งให้รัฐบาลพิจารณาราปรับลดค่ารกระแสไฟฟ้า เพื่อชดเชยต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย

 

 

 

 

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน