ไทย–จีนเซ็น 2 MOU ดันเกษตรยุคใหม่ ยกระดับส่งออกสัตว์น้ำ-บริหารจัดการน้ำ เสริมความมั่นคงอาหารและการแข่งขัน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าอีกกว่า 500 ล้านบาท
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 ฉบับ ในช่วงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ กรุงปักกิ่ง โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือฉบับแรก เป็นพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังจีน ซึ่งลงนามร่วมกับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน
พิธีสารดังกล่าวเป็นผลจากการหารือระหว่างกรมประมงของไทยและสำนักงานศุลกากรจีน เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยสัตว์น้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานของทั้งสองประเทศ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับและการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
ปัจจุบันไทยมีมูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคไปจีนราว 1,850 ล้านบาท และคาดว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีกกว่า 500 ล้านบาทในอนาคต
นอกจากนี้ ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน ร่วมกับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม งานวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้รองรับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต
นายสุริยะ กล่าวว่า การลงนามทั้งสองฉบับถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–จีนด้านการเกษตร ที่จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ สร้างความมั่นคงด้านน้ำและอาหาร ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว