วันนี้จะชวนไปฟังมุมมองภาพรวมการบริหารงานสำคัญๆ ในปี 2568 ของอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศคนใหม่ป้ายแดงแห่งกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง
แนวทางการบริหารงานในปี 2568 จะเน้นเรื่องอะไรบ้าง
ภารกิจหลักๆ ของกรมการค้าต่างประเทศคือ เร่งส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรรายการสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะ ข้าว และมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรไทย, การส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดน เพื่อสร้างโอกาสด้านการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยหรือเอสเอ็มอี ที่ค้าขายอยู่ตามแนวชายแดน, การดูแลผู้ประกอบการ และการส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าให้สอดคล้องกับการค้าสมัยใหม่ รวมไปถึงการจัดระเบียบการนำเข้าและส่งออกสินค้า ปกป้องการค้า และแก้ไขอุปสรรคทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย
ปีนี้มีแผนส่งเสริมส่งออกข้าวไทยอย่างไร
เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองการส่งออกข้าวไทย คาดว่าจะส่งออกได้ราว 9.97 ล้านตัน ส่วนปีนี้ กรมตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7.5 ล้านตัน ต่ำกว่าปีก่อนเนื่องจากอินเดียคู่แข่งกลับมาส่งออกข้าว, ปริมาณผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้นจากภัยแล้งคลี่คลาย และปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ฉุดอำนาจซื้อลดลง กรมจึงเตรียมแผนเร่งขับเคลื่อนส่งออกข้าว 5 ด้านได้แก่

1.การจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ ปี 2568 (Thailand Rice Convention : TRC 2025) วันที่ 25-27 พ.ค.2568 โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ ในวงการค้าข้าวโลกมาแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การผลิตและการค้า แนวโน้มตลาดข้าวโลก และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าข้าวประเทศคู่ค้า เพื่อเปิดเจรจาให้เกิดการตกลงซื้อขาย
2.เร่งขยายตลาดส่งออกข้าวไทยในประเทศคู่ค้า โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและกับภาคเอกชนเดินทางเยือนตลาด แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรปและฟิลิปปินส์ เป็นต้น 3.เข้าร่วมงานแสดง สินค้านานาชาติเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กไปสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น งาน BIOFACH ที่เยอรมัน, งาน Natural Products Expo West ที่สหรัฐอเมริกา
“เราพยายามจะเปิดตลาดส่งออกข้าวในต่างประเทศให้เอสเอ็มอีไทยให้มากขึ้น โดยเตรียมนำผู้ค้ารายเล็ก 27 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในตลาดเป้าหมาย คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีคำสั่งซื้อมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท”
และ 4.ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจัดกิจกรรมบริโภคข้าวอินทรีย์ไทย “Healthy life by Thai Organic Rice” ร่วมกับร้านอาหาร หรือ Key Influencers ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศและอำนวยความสะดวกให้ส่งออกข้าวได้ เร็วขึ้น ล่าสุดได้ลดขั้นตอนและระยะเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกจากเดิมไม่เกิน 3 วัน เหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น

จะเร่งรัดการส่งออกมันสำปะหลังอย่างไร
กรมอยู่ระหว่างหารือกับสมาคมมันสำปะหลังเพื่อกำหนดเป้าหมายส่งออกปี 2568 คาดว่าปีนี้การส่งออกมันฯ จะกลับมาขยายตัวได้ เพราะยังมีความต้องการจากตลาดจีน ล่าสุดเมื่อวันที่ 5-9 ม.ค.2568 กรมได้นำภาคเอกชนไปขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันฯ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และจีนได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อมันสำปะหลังจากไทย มูลค่ากว่า 5,314.95 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ได้ลงนามสัญญาขายผลิตภัณฑ์มันฯ และบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับผู้ประกอบการจีนที่อยู่ในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์อีกด้วย
กลยุทธ์คือ รักษาตลาดเดิมคือ จีน, ฟื้นฟูตลาดเก่าอย่างสหภาพยุโรป และแสวงหาตลาดใหม่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย นิวซีแลนด์ ตุรกี สหรัฐอเมริกา อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและขายในตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย จะเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Middle East Poultry Expo 2025 วันที่ 14-16 เม.ย. 2568 และร่วมงานแสดงสินค้าที่นิวซีแลนด์ ในเดือนก.ค.-ก.ย. 2568 เพื่อขยายตลาดมันฯ เข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ กระดาษและกาว

โอกาสด้านการค้าชายแดนปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“การค้าชายแดน และผ่านแดนของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก กรมได้จัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดน ปี 2567-2570 โดยปีนี้ตั้งเป้าผลักดันให้การค้าชายแดนขยายตัวให้ได้ 4% และเร่งขยายมูลค่าการค้าให้เพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาทต่อปีภายในปี 2570”
โดยปี 2568 เตรียมเดินหน้าโครงการผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดน รวม 6 ครั้ง แบ่งเป็น 1.โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางการค้าให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่คุณค่าในพื้นชายแดนหรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะจัดงานมหกรรมค้าชายแดน 4 ครั้ง ในจังหวัด นครราชสีมา, นครศรี ธรรมราช, ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่
และ 2.โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะจัดมหกรรมการค้าชายแดน 2 ครั้ง ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ในเดือนก.พ. 2568 และที่จ.นครพนม ในเดือนพ.ค.2568 และจะเร่งใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมืออนุภูมิภาคกับเพื่อนบ้านต่อเนื่อง เช่น ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) แผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT- GT) เป็นต้น
แนวทางการดูแลและขยายการค้าให้กับ ผู้ประกอบการไทย
กรมจะใช้กลไกลของความตกลง FTA ของไทย เข้ามาช่วยขยายตลาดส่งออกให้กับสินค้าไทย โดยเตรียมจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้ใช้ประโยชน์จาก FTA จำนวน 12 ฉบับ ของไทยให้มากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย
1.อาเซียน 2.อาเซียน-จีน 3.ไทย-อินเดีย 4.อาเซียน-อินเดีย 5.ไทย-ออสเตรเลีย 6.อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 7.ไทย-ญี่ปุ่น 8.อาเซียน-ญี่ปุ่น 9.อาเซียน-เกาหลี 10.ไทย-เปรู 11.ไทย-ชิลี และ 12.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
เพื่อสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ ภายใต้โครงการ “ส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล” ตั้งเป้าจัดเวิร์กช็อป ให้ความรู้ผู้ประกอบการทั่วประเทศใน 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สงขลา นครพนม พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ลำพูน หนองคาย และชลบุรี
รวมทั้งเตรียมแผนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ฉบับใหม่ๆ เช่น เอฟทีเอ ไทย-สมาคมยุโรป (EFTA) ที่จะมีการลงนามระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ในวันที่ 23 ม.ค.2568
เพราะแนวโน้มการใช้สิทธิ์ FTA ในปี 2568 จะยังโตต่อเนื่อง สะท้อนจากการใช้สิทธิ์ในปีก่อน โดยในช่วง 10 เดือนแรกปี 2567 ไทยมีการส่งออกโดยขอใช้สิทธิ์ FTA มูลค่า 69,707.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 2.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.11% คิดเป็นสัดส่วนการขอใช้สิทธิ์ 84.57% ตลาดสำคัญคือ อาเซียน, อาเซียน-จีน และไทย-ญี่ปุ่น เป็นต้น สินค้าส่งออกมูลค่าสูงสุด คือ ยานยนต์สำหรับขนส่ง มูลค่า 0.19 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ทุเรียนสด มูลค่า 0.15 ล้านล้านบาท เป็นต้น
ต้องรอติดตามผลงานกันว่ากรมจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการค้าของไทยให้เติบโตเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้มากน้อยแค่ไหน