กลุ่มดุสิตธานี รับกังวลเศรษฐกิจถดถอย การท่องเที่ยวแผ่ว มั่นใจปีนี้เติบโตได้ 20-25% หลังพ้นวิกฤต เดินหน้าเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุน

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ยอมรับว่ากังวลใน
ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอน จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งนโยบายภาษีสหรัฐ และสถานการณ์ทางด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ชะลอตัวลง ทำให้บริษัทได้ปรับประมาณการณ์การเติบโตโดยรวมของกลุ่มดุสิตธานีในปี 2568 คาดว่า อัตราการเติบโตของรายได้รวมจากธุรกิจหลักจะเติบโตประมาณ 20-25%

หรือมีรายได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 มีรายได้ 7,400 ล้านบาท (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานโครงสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค – “Bare Shell”)

โดยเป็นการเติบโตของธุรกิจโรงแรม 20-25% ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ที่ 60% ของรายได้ทั้งหมด และปีนี้มีโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เปิดให้บริการเต็มปี ที่เหลือเป็นธุรกิจอาหาร 10-15% ธุรกิจการศึกษา 10-12% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 100% (ไม่รวม Bare Shell)

“เรามั่นใจว่าด้วยเครื่องยนต์ทุกเครื่องของธุรกิจที่เราวางฐานไว้ และค่อยๆ สร้างการเติบโต จะสะสมพลังให้ภาพรวมของกลุ่มดุสิตธานีกลับมาเติบโตและสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน จากตัวเลขขาดทุนสุทธิในปี 2567 อยู่ที่ 237 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตามหากไม่รวมต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ธุรกิจในปี 2567 ยังมีกำไรจากการดำเนินงาน โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็น 74.8% โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 1,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.4%

แต่เนื่องจากบริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้ที่ออกและเสนอขายเพื่อรองรับสภาพคล่องทางการเงินในช่วงโควิด-19 และดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ประมาณ 281 ล้านบาท รวมถึงดอกเบี้ยของหนี้สินจากสัญญาเช่าตามมาตรฐานการรายงานการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) ประมาณ 297 ล้านบาท รวมเป็นต้นทุนทางการเงินประมาณ 578 ล้านบาท จึงทำให้มีตัวเลขขาดทุนสุทธิในปี 2567

ในขณะที่ต้องออกหุ้นกู้และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใน “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ที่มีมูลค่าประมาณ 46,000 ล้านบาท และเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กว่า 3 ปี

แต่หลังจากนี้ภาระดอกเบี้ยจ่ายนี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการโอนโครงการที่พักอาศัย ได้แก่ โครงการ Dusit Residences และ Dusit Parkside ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 90% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท

โดยมีแผนจะเริ่มทยอยโอนในช่วงปลายปี 2568 และจะมีการโอนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 จะเป็นช่วงที่กลุ่มดุสิตธานีจะกลับมามีกำไรสุทธิอีกครั้งอย่างแน่นอน

นางศุภจี กล่าวว่า ในปี2569 หลังจากการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการที่พักอาศัยดังกล่าว กลุ่มดุสิตธานีจะสามารถลดภาระหนี้สิน ทำให้ต้นทุนการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนี้ในปี 2569 จะนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมตัว

“ปัจจุบันตนยังได้รับอำนาจของผู้บริหารทายาททั้ง 3 คนในการบริหารงาน และโครงสร้างบริหารของบริษัทยังเหมือนเดิม โดยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา แม้กลุ่มดุสิตธานีจะเผชิญกับปัจจัยท้าทายและความยากลำบาก ทั้งจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19

รวมถึงการตัดสินใจยุติการให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งเดิม เพื่อสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ แต่คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร รวมถึงพนักงานทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ผลักดันให้แผนกลยุทธ์ 9 ปีที่วางไว้ สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างน่าพอใจ”นางศุภจีกล่าว

สำหรับปัจจุบัน ณ ไตรมาสแรกปี 2568 กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมและวิลล่าภายใต้การบริหารจัดการรวม 294 แห่ง จำนวนห้องพักรวม 12,909 ห้อง ใน 19 ประเทศ เป็นโรงแรม 55 แห่งและวิลล่าหรู 239 แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชีย และตะวันออกกลาง รวมถึงมีในยุโรปด้วย

//////

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน