รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เผย พร้อมส่งการบ้านแนวทางเตรียมรับมือภาษีสหรัฐ ให้คลัง ช้าสุดไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า
วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า จากกรณีสหรัฐตอบรับการเจรจาอัตราภาษี กำหนดสินค้าส่งออกไทยที่ 36% ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เปิดให้เอกชนเสนอมาตรการเตรียมรับมือและส่งให้กระทรวงการคลังในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ทางผู้ประกอบการมีความพร้อมนำเสนอแนวทางการรับมือไว้แล้ว ซึ่งจะส่งให้เร็วที่สุด
เพราะกำหนดเส้นตายของสหรัฐเป็นวันที่ 1 สิงหาคม หากส่งข้อเสนอไปช้า กระทรวงการคลังอาจเตรียมรายละเอียดเจรจาไม่ทัน ทำให้ขณะนี้จะจัดเตรียมข้อมูลทั้งหมดส่งให้กระทรวงการคลังต้องเรียบร้อยทั้งหมดภายในต้นสัปดาห์หน้า โดยหลักๆ เป็นการไล่สำรวจสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบสูงก่อน อาทิ ภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือออกมา แต่จะเป็นรูปแบบใดที่เห็นผลบวกมากที่สุด ต้องพิจารณากันอีกครั้ง
“ตอนนี้การเจรจาอาจคล้ายกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศที่ไทยเคยเจรจามาว่าต้องการการค้าร่วมกันในรูปแบบใด มีวิธีนับว่าต้องใช้อะไรจำนวนเท่าใดถึงจะถือว่าเป็นการผลิตในประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่สินค้าสวมสิทธิ์ที่สหรัฐกังวลอยู่ ซึ่งทั่วไปก็จะดูกันที่ 40% ว่าต้องมีแหล่งวัตถุดิบในไทยเป็นหลัก ทำให้เอกชนต้องมาไล่ดูสินค้าแต่ละอย่างของกลุ่มตัวเองก่อนว่ามีการกระบวนการผลิตอย่างไร ใช้วัตถุดิบในประเทศมากน้อยเท่าใด
ซึ่งเป็นการบ้านที่มอบให้สมาคมการค้าต่างๆ สำรวจธุรกิจของสมาชิกที่มีสินค้าคล้ายๆ กัน หากแบ่งเป็นกลุ่มแล้วเรียงออกมาได้อย่างไรบ้าง ผลกระทบมากน้อยเท่าใด และต้องการให้รัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร รวมถึงผู้ประกอบการเองด้วยว่าจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร”
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยสามารถดูจากตัวอย่างของเวียดนามได้ ว่าสหรัฐกำหนดภาษีสินค้าเวียดนามแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีรวม 20% ส่วนสินค้าสวมสิทธิ์กำหนดที่อัตรามากกว่า ซึ่งประเทศไทยก็อาจถูกกำหนดแบบนั้น จึงต้องมาดูว่าตอนนี้มีสินค้าอะไรที่เรากังวลบ้าง โดยหลักๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องเกษตร เรื่องอาหาร และภาคการผลิตต่างๆ เพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ตั้งแต่เกษตรกร แรงงาน ผู้ประกอบการต่างๆ ด้วย
ถือว่าอยู่ในซัพพลายเชนเดียวกัน หากถูกกระทบก็จะกระทบกันไปหมดกับคนจำนวนมาก โดยตอนนี้มีเวียดนามที่กลายเป็นบรรทัดฐานไปแล้ว เพราะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เจรจาแล้วเสร็จ ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ที่ประกาศออกมา ถูกเก็บที่ 20% ถือแนวเดียวกัน จึงจะเห็นว่าประเทศในอาเซียน ต่อให้เจรจาอย่างไรตัวเลขก็คงเป็นแบบนี้ จะคาดหวังไม่เสียเลยหรือเป็นศูนย์คงยามาก
“ตอนนี้ถือว่ายังมีโอกาสที่ไทยจะเจรจากับสหรัฐให้ลดกำแพงภาษีลงจากที่ประกาศไว้ 36% เพราะทีมไทยแลนด์ไปเจรจา กับสหรัฐวันที่ 2-3 กรกฎาคม ก่อนโดนัลด์ ทรัมป์จะลงนามในหนังสือตอบกลับมาวันที่ 4 กรกฎาคม แปลว่าหลังจากที่ทีมไทยแลนด์กลับมาก็มีการบ้านจากสหรัฐกลับมาด้วย ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมที่จะเสนอเจรจากับสหรัฐอีกหรือไม่
ซึ่งทราบมาว่ามีการส่งหนังสือเจรจากับสหรัฐเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จึงต้องรอดูว่าเมื่อไปถึงสหรัฐแล้วจะมีคอมเมนต์อะไรกลับมาอีกหรือไม่ ซึ่งการเจรจาแบบนี้ต้องทำหลายรอบ เหมือนญี่ปุ่นที่น่าจะคุยกันจำนวนครั้งมากสุด แต่ก็ยังไม่มีผลสำเร็จออกมา แต่ของเรามีโอกาสสำเร็จได้เพราะมีบรรทัดฐานเป็นพื้นฐานจากเวียดนามอยู่” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ผลกระทบด้านการแข่งขันหากไทยถูกขึ้นภาษีมากกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม อาทิ หากสูงกว่า 5% ยังมีทางไป แต่หากมากกว่าการ 10% ขึ้นไปผู้ประกอบการเหนื่อยมากแน่ๆ เพราะไม่สามารถที่อยู่ดีๆ ต้นทุนของสินค้าไทยจะสู้เวียดนามได้ในสินค้าประเภทเดียวกันแน่นอน
“เดิมปกติสินค้าไทยกับเวียดนาม ต้นทุนของเวียดนามก็ต่ำกว่าไทยมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนด้านแรงงาน ไฟฟ้า น้ำ การขนส่ง เมื่อดูที่ความสามารถในการแข่งขันกัน จึงถือว่าไทยอ่อนกว่าเวียดนามในหลายๆ สินค้าที่ใช้แรงงานคนเยอะๆ หรือใช้ทรัพยากรการผลิตด้านไฟฟ้า
โดยการปรับตัวของผู้ประกอบการก็ต้องเริ่มมองการนำเครื่องจักรมาทำงานแทนคนอย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้อาจคิดแล้วคิดอีก เพราะเป็นการลงทุนที่สูงและกว่าจะคืนทุนก็ใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ต้องหาแหล่งเงินทุนกู้สินเชื่อจากธนาคารเพิ่ม เป็นหนี้เพิ่มขึ้น เพื่อแข่งขันให้ได้
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องมาเทียบกันแล้วว่า จะแลกอย่างไรระหว่างการเดินต่อไม่ได้เลย หรือจะทุ่มเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่มาพัฒนาธุรกิจผ่านการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่แทน”