“จตุพร”เคาะนำเข้าถั่วเหลืองไม่จำกัดปริมาณ และเก็บภาษี 0% วางกรอบ 3 ปี คู่กลไกดูแลเกษตรกร มุ่งสร้างความมั่นคง ยกระดับรายได้เกษตรกร
วันที่ 19 ส.ค. 2568 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 ที่มีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน
เห็นชอบมาตรการสำคัญเพื่อบริหารจัดการสินค้าพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม และยกระดับรายได้เกษตรกรให้มีความยั่งยืน ดังนี้ 1. เปิดตลาดและบริหารโควตาการนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นเวลา 3 ปี (2568 – 2570) ปริมาณ 230,559 ตัน ภายใต้พันธกรณีองค์การการค้าโลก (WTO) โดยกำหนดอัตราภาษีในโควตา 10% และนอกโควตา 133%

พร้อมกำหนดให้กากถั่วเหลืองที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภคต้องเป็นชนิด Non GMO เช่น ซอสและซีอิ๊ว เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้
2. เปิดตลาดและบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองปี 2569 – 2571 โดยไม่จำกัดปริมาณและเก็บภาษี 0% เนื่องจากความต้องการใช้ในประเทศสูงถึง 3.6 – 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีเพียง 15,000 – 16,000 ตันต่อปี โดยกำหนดมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร เช่น การประกันราคาถั่วเหลืองในประเทศให้สูงขึ้นไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท และสนับสนุนค่ารวบรวมผลผลิตผ่านสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนกิโลกรัมละ 2 บาท
3. เปิดตลาดและการบริหารนำเข้ามะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง มะพร้าวฝอย และน้ำมันมะพร้าว รวมถึงแฟรกชัน ภายใต้พันธกรณี WTO และความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วงปี 2569 – 2571 โดยเน้นบริหารสมดุลอุปสงค์–อุปทานภายในประเทศ เพื่อลดความผันผวนของราคาและป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว

นายฉันทานนท์ กล่าวว่า เพื่อให้มาตรการเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลในแต่ละสินค้า โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชนเข้าร่วม อาทิ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ส่วนคณะอนุกรรมการกำกับดูแลเมล็ดถั่วเหลืองมีเลขาธิการ สศก. ทำหน้าที่ประธาน
ซึ่ง การประชุมครั้งนี้เป็นการวางระบบบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานของพืชน้ำมันและน้ำมันพืชอย่างครบวงจร สอดคล้องกับพันธกรณีการค้าระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าภาคอุตสาหกรรมจะมีวัตถุดิบเพียงพอ ขณะเดียวกันมีกลไกชัดเจนในการดูแลและยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม